เบาหวานในสุนัขและแมว รู้ทันสาเหตุ อาการ ก่อนน้องป่วยหนัก

แชร์
โรคและการรักษา ,โรคที่พบบ่อยในสัตว์เลี้ยง 29 พฤษภาคม 2569 16,161 ครั้ง

หลายคนอาจสงสัยว่าเบาหวานในสุนัขรวมถึงน้องแมวเกิดขึ้นได้จริงไหม และเหมือนกับในคนหรือเปล่า บางบ้านอาจยิ่งกังวลเมื่อเห็นน้องหมากินแต่อาหารเม็ด ไม่ได้กินของหวาน แล้วทำไมถึงยังมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้? ความจริงแล้ว เบาหวานในสุนัขและเบาหวานแมวสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกินน้ำตาลเพียงอย่างเดียว บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจสาเหตุ อาการ และวิธีสังเกตเบื้องต้น เพื่อให้เจ้าของรู้ทันก่อนที่อาการจะรุนแรงขึ้น


Highlight

  • เบาหวานในสุนัขและแมวไม่ได้เกิดจากการกินของหวานเพียงอย่างเดียว แต่มีหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น น้ำหนักเกิน พันธุกรรม ฮอร์โมน และการใช้ยาบางชนิด
  • อาการสำคัญที่เจ้าของควรสังเกต ได้แก่ กินน้ำมาก ปัสสาวะบ่อย กินเก่งแต่น้ำหนักลด อ่อนเพลีย และพฤติกรรมเปลี่ยนไป
  • การตรวจพบและพาน้องไปพบสัตวแพทย์ตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและทำให้น้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

สารบัญบทความ


เบาหวานในสุนัขและแมว คืออะไร?

หมาเป็นเบาหวาน

โรคเบาหวานในสุนัขและแมว คือภาวะที่ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงกว่าปกติ เนื่องจากร่างกายมีความผิดปกติในการผลิตหรือการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยเบาหวานในสุนัขและแมวสามารถพบได้บ่อยในสัตว์เลี้ยงที่มีอายุมาก โดยเฉพาะเพศเมีย รวมถึงน้องแมวที่ผ่านการทำหมันแล้ว จึงเป็นโรคที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้ามและควรหมั่นสังเกตอาการน้องอย่างใกล้ชิด


เบาหวานในสุนัขและแมวเกิดจากสาเหตุอะไร?

เบาหวานในสุนัขและแมวสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยร่วมกัน ไม่ได้มีแค่สาเหตุจากการกินของหวานเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะในน้องหมาและน้องแมวบางตัวอาจมีความเสี่ยงมากกว่าปกติจากปัจจัยด้านสุขภาพและพฤติกรรมการเลี้ยงดู ดังนี้

  • ความอ้วน: ภาวะน้ำหนักเกินทำให้ร่างกายดื้อต่ออินซูลิน ส่งผลให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ยากขึ้น จึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของเบาหวานในสุนัขและแมว
  • พันธุกรรม: สุนัขและแมวบางสายพันธุ์ เช่น พุดเดิ้ล (Poodle), บีเกิล (Beagle) หรือแมวพันธุ์เบอร์มีส (Burmese) มีแนวโน้มเป็นโรคเบาหวานได้ง่ายกว่าสายพันธุ์อื่น เนื่องจากความผิดปกติที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม
  • ภาวะขาดสารอาหาร: การได้รับสารอาหารไม่สมดุล อาจส่งผลต่อการทำงานของตับอ่อนและระบบเผาผลาญ ทำให้การควบคุมระดับน้ำตาลผิดปกติ
  • ความผิดปกติของฮอร์โมน: ฮอร์โมนบางชนิด เช่น คอร์ติซอล หรือฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อ อาจรบกวนการทำงานของอินซูลินและเพิ่มความเสี่ยงให้น้องหมาเป็นเบาหวาน น้องแมวเป็นเบาหวานได้
  • เพศ: โดยเฉพาะสุนัขและแมวเพศเมีย มีโอกาสเป็นเบาหวานได้มากกว่าเพศผู้ เนื่องจากอิทธิพลของฮอร์โมนเพศ
  • ความเครียด: ความเครียดสะสมสามารถกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้
  • การใช้ยา: ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ หากใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้ร่างกายสุนัขและแมวดื้อต่ออินซูลินและเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดเบาหวานในสุนัขและแมวได้

อาการเบาหวานในสุนัขและแมวที่คุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกต

อาการเบาหวานในสุนัขและแมว

น้องหมาและน้องแมวที่เป็นเบาหวานมักจะแสดงอาการออกมาให้สังเกตได้ หากคุณพ่อคุณแม่ใส่ใจพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปก็จะช่วยให้พาน้องไปพบสัตวแพทย์ได้เร็วขึ้นและช่วยลดความเสี่ยงของอาการรุนแรงในระยะยาวได้ โดยอาการเบาหวานในสุนัขและแมวที่คุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตมีดังนี้

  • กินน้ำบ่อยกว่าปกติ: น้องจะดื่มน้ำมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากร่างกายพยายามขับน้ำตาลส่วนเกินออก
  • ปัสสาวะบ่อย: ปริมาณปัสสาวะเพิ่มขึ้นและอาจฉี่บ่อยผิดปกติ หรือฉี่เลอะในบ้าน
  • กินเก่ง แต่น้ำหนักลด: แม้จะกินอาหารได้ดีหรือกินมากขึ้น แต่น้ำหนักน้องกลับลดลง เนื่องจากร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานได้
  • อ่อนเพลีย ไม่ค่อยร่าเริง: น้องหมาน้องแมวดูเหนื่อยง่าย ไม่ค่อยอยากเล่นเหมือนเดิม
  • ซึมลง: พฤติกรรมน้องเปลี่ยนไป เช่น นอนมากขึ้น หรือไม่ค่อยตอบสนอง
  • อาเจียน: เบาหวานในสุนัขและแมวในบางรายอาจมีอาการอาเจียนร่วมด้วย โดยเฉพาะในกรณีที่อาการเริ่มรุนแรง
  • เบื่ออาหาร (ในบางตัว): จากเดิมที่กินเก่ง อาจเริ่มกินน้อยลงหรือไม่อยากอาหาร
  • สายตาผิดปกติ หรือมีต้อกระจก: โดยเฉพาะในสุนัขอาจเกิดภาวะต้อกระจก ทำให้ดวงตามีลักษณะขุ่นขาว และในบางกรณีอาจส่งผลต่อการมองเห็นหรือตาบอดได้

วิธีการวินิจฉัยเบาหวานในสุนัขและแมว

การวินิจฉัยเบาหวานในสุนัขและแมว จำเป็นต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการร่วมกับการประเมินอาการโดยสัตวแพทย์เพื่อให้ได้ผลที่แม่นยำ โดยทั่วไปสัตวแพทย์จะแนะนำให้งดอาหารอย่างน้อย 8-12 ชั่วโมงก่อนตรวจ เพื่อวัดระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างถูกต้อง และอาจมีการตรวจปัสสาวะเพิ่มเติมเพื่อหาน้ำตาลหรือภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ในช่วงเริ่มต้นของการรักษา บางกรณีสัตวแพทย์อาจแนะนำให้ฝากสัตว์เลี้ยงไว้ที่โรงพยาบาลประมาณ 5-7 วัน เพื่อเฝ้าดูอาการและปรับระดับอินซูลินให้เหมาะสมและปลอดภัยมากที่สุด หลังจากนั้นคุณพ่อคุณแม่สามารถนำยากลับไปฉีดต่อที่บ้านได้ โดยจำเป็นต้องพาน้องมาตรวจติดตามระดับน้ำตาลในเลือดเป็นระยะ อย่างน้อยปีละ 2-3 ครั้ง หรือบ่อยกว่านั้นตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ เพื่อปรับขนาดยาให้เหมาะสมและควบคุมอาการของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ


เบาหวานในสุนัขและแมวแตกต่างจากคนอย่างไร?

เบาหวานในสุนัขและแมวมีลักษณะคล้ายกับในคน แต่ก็มีความแตกต่างกันทั้งในเรื่องสาเหตุ การดำเนินโรค และแนวทางการรักษา ซึ่งสามารถสรุปให้เข้าใจง่ายได้ดังนี้

หัวข้อเปรียบเทียบ

เบาหวานในสุนัขและแมว

เบาหวานในคน

สาเหตุหลัก

มักเกิดจากความผิดปกติของการผลิตอินซูลินหรือภาวะดื้อต่ออินซูลิน

มักเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการกิน น้ำหนักเกิน และไลฟ์สไตล์

การรักษา

ส่วนใหญ่ต้องฉีดอินซูลินเป็นหลัก

อาจใช้ยาเม็ดร่วมกับการควบคุมอาหาร หรือฉีดอินซูลินในบางราย

ความสัมพันธ์กับอาหารหวาน

ไม่ได้เกิดจากการกินของหวานโดยตรง

เกี่ยวข้องกับการบริโภคน้ำตาลและพลังงานเกิน

การดูแล

ฉีดยาและควบคุมอาหารอย่างใกล้ชิด

ดูแลตนเองตามคำแนะนำของแพทย์


แนวทางการรักษาเบาหวานในสุนัขและแมว

แม้ว่าโรคเบาหวานในสุนัขและแมวจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการให้อยู่ในระดับปกติได้ หากได้รับการดูแลอย่างถูกต้องและต่อเนื่องจากเจ้าของร่วมกับสัตวแพทย์ดังนี้

การฉีดอินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาล

การรักษาหลักของโรคเบาหวานในสุนัขและแมวคือการฉีดอินซูลินเพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสมคล้ายกับการรักษาในคน ซึ่งต้องทำอย่างสม่ำเสมอตามแผนของสัตวแพทย์

การควบคุมอาหารและใยอาหาร

อาหารมีบทบาทสำคัญในการควบคุมเบาหวานในสุนัขและเบาหวานแมว โดยควรเลือกอาหารที่มีใยอาหารในระดับปานกลางถึงสูง เพราะจะช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลจากลำไส้ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและช่วยให้ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีขึ้น

การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม

การพาน้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยเพิ่มการใช้พลังงานและช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แต่ควรทำในระดับที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของสัตว์เลี้ยงแต่ละตัว

การเฝ้าระวังภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

ในระหว่างการรักษาเบาหวานในสุนัขและแมวอาจเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้ โดยมักจะมีอาการ เช่น เดินเซ อ่อนแรง ตัวสั่น หรือชัก หากพบอาการดังกล่าวควรรีบใช้น้ำผึ้งหรือน้ำหวานป้ายที่รอบเหงือกและลิ้น ถ้าหากน้องยังรู้สึกตัวสามารถป้อนเพิ่มเติมได้ก่อนรีบนำส่งสัตวแพทย์ทันที


วิธีป้องกันเบาหวานในสุนัขและแมว

การดูแลสุขภาพของน้อง ๆ อย่างเหมาะสมสามารถช่วยลดความเสี่ยงที่จะทำให้น้องหมาเป็นเบาหวานและน้องแมวเป็นเบาหวานได้ โดยควรเริ่มจากพฤติกรรมการเลี้ยงที่ใส่ใจตั้งแต่ในชีวิตประจำวันดังนี้

  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม: ภาวะอ้วนเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคเบาหวานในสุนัขและแมว การดูแลไม่ให้น้องมีน้ำหนักเกินจะช่วยลดโอกาสเกิดโรคได้
  • เลือกอาหารที่เหมาะสมและมีคุณภาพ: ควรให้อาหารที่มีโภชนาการสมดุล หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลหรือไขมันสูงเกินไป และเลือกสูตรที่เหมาะกับวัยและสภาพร่างกายของน้อง
  • จัดตารางการให้อาหารอย่างสม่ำเสมอ: การให้อาหารเป็นเวลาจะช่วยให้ระบบเผาผลาญและระดับน้ำตาลในเลือดของร่างกายน้องมีความคงที่มากขึ้น
  • พาน้องออกกำลังกายเป็นประจำ: การเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอจะช่วยควบคุมน้ำหนักและกระตุ้นการใช้พลังงาน ลดความเสี่ยงของภาวะดื้อต่ออินซูลิน
  • ตรวจสุขภาพประจำปี: การพาน้องไปตรวจสุขภาพกับสัตวแพทย์อย่างน้อยปีละครั้งจะช่วยคัดกรองความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเบาหวานในสุนัขและแมว

สุนัขและแมวเป็นเบาหวานรักษาให้หายขาดได้ไหม?

โดยทั่วไปเบาหวานในสุนัขและแมวไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการให้อยู่ในระดับปกติและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ด้วยการฉีดอินซูลิน ควบคุมอาหาร และดูแลอย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำของสัตวแพทย์

เบาหวานในสุนัขและแมวอันตรายแค่ไหน?

เบาหวานในสุนัขและแมวอันตรายได้หากไม่รักษา เพราะอาจทำให้น้องเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น ต้อกระจก อ่อนแรง หรือน้ำตาลในเลือดผิดปกติ แต่ถ้าควบคุมด้วยอินซูลินและดูแลอย่างเหมาะสม ก็สามารถใช้ชีวิตได้ปกติในระยะยาวได้


เบาหวานในสุนัขและแมว ดูแลให้ทัน สังเกตให้ไว ลดความเสี่ยงได้ 

เบาหวานในสุนัขและแมวเป็นโรคเรื้อรังที่สามารถควบคุมได้หากได้รับการดูแลและวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของน้องเป็นประจำ เช่น กินน้ำมาก ปัสสาวะบ่อย น้ำหนักลด หรืออ่อนเพลีย หากพบสัญญาณเหล่านี้หรือมีความกังวล ควรรีบพาน้องไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดทันที

หากต้องการความมั่นใจในการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง สามารถเข้ารับคำปรึกษาและตรวจรักษาได้ที่โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ ซึ่งที่นี่มีทีมสัตวแพทย์พร้อมดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยวางแผนการรักษาและควบคุมโรคให้เหมาะสมกับน้องแต่ละตัวอย่างมีประสิทธิภาพ


หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการดูแลสัตว์เลี้ยง สนใจบริการ อาบน้ำตัดขน ว่ายน้ำ สั่งซื้อสินค้าสัตว์เลี้ยงออนไลน์ สามารถสอบถามได้ที่


#ThonglorPetHospital #TheBestAlways