สุนัขเป็นเบาหวาน อาการ สาเหตุ วิธีรักษา และวิธีดูแลน้องหมาที่บ้าน

สุนัข ,โรคและการรักษา ,โรคที่พบบ่อยในสัตว์เลี้ยง 29 มิถุนายน 2569 415 ครั้ง

โรคเบาหวานในสุนัข พบบ่อยกว่าที่คิด

โรคเบาหวานในสุนัข (Canine Diabetes Mellitus) เป็นโรคเรื้อรังที่พบได้บ่อยในสุนัขอายุมากกว่า 5 ปี โดยเฉพาะสุนัขเพศเมีย และสุนัขที่มีน้ำหนักเกิน สถิติพบว่าสุนัข 1 ใน 300 ตัวมีโอกาสเป็นเบาหวานตลอดช่วงชีวิต

ข่าวดีคือ โรคเบาหวานในสุนัขสามารถควบคุมได้ด้วยการรักษาที่ถูกต้อง น้องหมาที่ได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้เป็นปีๆ


โรคเบาหวานในสุนัขเกิดจากอะไร

โรคเบาหวานในสุนัขมี 2 ประเภทหลัก คล้ายกับในคน:

ชนิดที่ 1 (Insulin-Dependent): ตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอ พบบ่อยที่สุดในสุนัข เซลล์ Beta ของตับอ่อนถูกทำลาย ต้องฉีดอินซูลินตลอดชีวิต

ชนิดที่ 2 (Insulin-Resistant): ร่างกายผลิตอินซูลินได้แต่เซลล์ไม่ตอบสนอง พบน้อยกว่าในสุนัข แต่พบบ่อยในแมว


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้สุนัขเป็นเบาหวาน:

- อ้วนหรือน้ำหนักเกินมาตรฐาน

- เพศเมียที่ยังไม่ทำหมัน (ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนช่วงตั้งท้องหรือ diestrus กดการทำงานของอินซูลิน)

- อายุมากกว่า 7 ปี

- สายพันธุ์เสี่ยงสูง เช่น Samoyed, Tibetan Terrier, Miniature Schnauzer, Poodle, Pug, Bichon Frise

- ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง (Pancreatitis)

- การใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน

- มีโรค Cushing’s disease (ฮอร์โมน Cortisol สูง)


อาการของสุนัขที่เป็นเบาหวาน

อาการ 4 อย่างที่เจ้าของมักสังเกตเห็นก่อน (PU/PD + น้ำหนักลด + ตาขุ่น):

ดื่มน้ำมากผิดปกติ (Polydipsia): น้องหมาดื่มน้ำมากกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด ชามน้ำหมดเร็ว

ปัสสาวะบ่อยและมาก (Polyuria): ออกมาปัสสาวะบ่อยขึ้น ปัสสาวะในบ้าน หรือปัสสาวะไม่ทันในเวลากลางคืน

กินข้าวมากแต่น้ำหนักลด (Polyphagia + น้ำหนักลด): ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลเป็นพลังงานได้ จึงดึงโปรตีนและไขมันมาใช้แทน ทำให้หิวมากแต่น้ำหนักลดลง

ตาขุ่น (Cataract): สุนัขที่เป็นเบาหวานมากกว่า 80% จะเกิดต้อกระจกภายใน 16 เดือน เนื่องจากน้ำตาลสะสมในเลนส์ตา


อาการอื่นที่อาจพบ:

- ขนหยาบ ไม่เงางาม

- เฉื่อยชา อ่อนเพลีย

- อาเจียนหรือเบื่ออาหาร (ในระยะที่มีภาวะแทรกซ้อน)

- ขาหลังอ่อนแรง (ในแมวพบบ่อยกว่าสุนัข)


วิธีวินิจฉัยโรคเบาหวานในสุนัข

สัตวแพทย์จะตรวจ 2 อย่างหลัก:

ตรวจเลือด (Blood Glucose): ระดับน้ำตาลในเลือดสุนัขปกติ 70-120 mg/dL ถ้าสูงกว่า 200-250 mg/dL หลังอดอาหาร 4-6 ชั่วโมงถือว่าสงสัยเบาหวาน

ตรวจปัสสาวะ (Urinalysis): ถ้าพบน้ำตาลในปัสสาวะ (Glucosuria) ร่วมกับน้ำตาลในเลือดสูง ยืนยันการวินิจฉัยได้

การตรวจเพิ่มเติม (แนะนำ):

- Fructosamine หรือ HbA1c — วัดค่าน้ำตาลเฉลี่ย 2-3 สัปดาห์ย้อนหลัง ใช้ติดตามการรักษา

- CBC + Blood Chemistry ครบ — ตรวจตับ ไต ตับอ่อน เพื่อหาโรคที่ซ่อนอยู่

- Abdominal Ultrasound — ดูตับอ่อนและอวัยวะอื่น


วิธีรักษาโรคเบาหวานในสุนัข

การรักษาหลักคือการฉีดอินซูลินทุกวัน ร่วมกับการควบคุมอาหาร:

อินซูลิน (Insulin Injection)

สุนัขที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ต้องฉีดอินซูลินวันละ 2 ครั้ง ทุก 12 ชั่วโมง สัตวแพทย์จะเริ่มด้วยขนาดต่ำและปรับขึ้นตามผลน้ำตาลในเลือด ชนิดอินซูลินที่ใช้ในสุนัขบ่อยที่สุดคือ Caninsulin (Vetsulin) หรือ NPH insulin

สัตวแพทย์จะสอนเจ้าของวิธีฉีดที่บ้านด้วย เข็มขนาดเล็ก (U-40 หรือ U-100 insulin syringe) ฉีดใต้ผิวหนังบริเวณหลังคอหรือสีข้าง เจ็บน้อยมาก สุนัขส่วนใหญ่ทนได้ดี


การควบคุมอาหาร


อาหารสำหรับสุนัขเบาหวานควร:

- มีใยอาหาร (Fiber) สูง — ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล

- โปรตีนสูง ไขมันต่ำ

- ให้ในปริมาณที่แน่นอนทุกมื้อ ไม่เปลี่ยนแปลง

- กินพร้อมการฉีดอินซูลิน ไม่ควรฉีดก่อนกิน


ไม่ควรให้ขนมหวาน อาหารเสริมที่มีน้ำตาล หรืออาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง

ทำหมัน (สำหรับเพศเมีย)

เพศเมียที่ยังไม่ทำหมันควรทำหมันโดยเร็วที่สุด เพราะฮอร์โมนในรอบ diestrus รบกวนการทำงานของอินซูลินอย่างมาก บางตัวหลังทำหมันอาการดีขึ้นอย่างชัดเจน


วิธีดูแลสุนัขเบาหวานที่บ้าน

การดูแลสม่ำเสมอที่บ้านสำคัญมาก:

ตารางเวลาที่แน่นอน: ฉีดอินซูลินและให้อาหารในเวลาเดิมทุกวัน ห่างกัน 12 ชั่วโมง ความสม่ำเสมอช่วยให้ควบคุมน้ำตาลได้ดีกว่า

ตรวจน้ำตาลที่บ้าน (Blood Glucose Monitoring): แนะนำให้เจ้าของมีเครื่องวัดน้ำตาลสำหรับสัตว์ (หรือ AlphaTRAK) เจาะเลือดที่หูหรือเหงือก บันทึกค่าก่อนฉีดอินซูลินทุกครั้ง

สัญญาณน้ำตาลต่ำ (Hypoglycemia) ที่ต้องระวัง:

- สั่น กล้ามเนื้อกระตุก

- อ่อนแรงมากผิดปกติ ลุกไม่ขึ้น

- ชัก หมดสติ


ถ้าเห็นอาการเหล่านี้ให้รีบป้าย Karo syrup (corn syrup) หรือน้ำผึ้งที่เหงือกทันที แล้วพาไปโรงพยาบาลสัตว์ฉุกเฉินเลย ห้ามฉีดอินซูลินเพิ่ม

ตรวจสุขภาพทุก 3 เดือน: เพื่อปรับขนาดอินซูลิน ตรวจตับ ไต และตรวจตาเพราะเบาหวานทำให้ต้อกระจกเร็ว


สุนัขเบาหวานมีภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้าง


ถ้าควบคุมไม่ได้ดี:

Diabetic Ketoacidosis (DKA): ภาวะฉุกเฉินที่รุนแรง ร่างกายเผาไขมันมากเกินจนเกิด Ketone body สะสม อาการ: อาเจียน เบื่ออาหาร หายใจมีกลิ่นผลไม้ (acetone breath) ซึม ต้องรักษาที่โรงพยาบาลด้วยน้ำเกลือและอินซูลินทางหลอดเลือด

ต้อกระจก (Diabetic Cataract): ตาขุ่นและมองไม่เห็นภายใน 1-2 ปี ถ้าต้องการแก้ไขต้องผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา

ติดเชื้อซ้ำ: ภูมิคุ้มกันต่ำ ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ผิวหนัง และเหงือกบ่อยกว่าปกติ


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)


Q: สุนัขเป็นเบาหวานสังเกตได้อย่างไร?

A: อาการหลัก 4 อย่างคือ ดื่มน้ำมากผิดปกติ ปัสสาวะบ่อย กินเยอะแต่น้ำหนักลด และตาขุ่นมัว ถ้าสังเกตเห็น 2-3 อย่างพร้อมกัน ควรพาไปตรวจเลือดและปัสสาวะที่โรงพยาบาลสัตว์โดยเร็ว


Q: สุนัขเป็นเบาหวานรักษาหายไหม?

A: โรคเบาหวานชนิดที่ 1 ในสุนัขไม่หายขาด ต้องฉีดอินซูลินตลอดชีวิต แต่ถ้าควบคุมได้ดี น้องหมาสามารถมีชีวิตยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้หลายปี ยกเว้นเพศเมียที่ยังไม่ทำหมัน การทำหมันอาจช่วยให้ดีขึ้นได้


Q: ต้องฉีดอินซูลินสุนัขทุกวันไหม?

A: ใช่ ต้องฉีดวันละ 2 ครั้ง ทุก 12 ชั่วโมง พร้อมอาหาร ถ้าพลาดมื้อไม่ควรฉีดอินซูลินจนกว่าน้องจะกินอาหาร เพราะอาจเกิดน้ำตาลต่ำอันตราย


Q: สุนัขเบาหวานกินอาหารอะไรได้บ้าง?

A: อาหารที่มีใยอาหารสูง โปรตีนสูง ไขมันต่ำ และคาร์โบไฮเดรตต่ำ มีอาหารสำเร็จรูปสูตรเบาหวานโดยเฉพาะ เช่น Royal Canin Diabetic, Hill’s w/d ห้ามให้ขนมหวาน และต้องให้อาหารในปริมาณเท่ากันทุกมื้อ ทุกวัน


Q: ถ้าลืมฉีดอินซูลินสุนัขต้องทำอย่างไร?

A: ถ้าลืมและยังไม่ถึงเวลาฉีดครั้งถัดไปนาน ให้ฉีดในปริมาณครึ่งหนึ่งของปกติพร้อมอาหาร ถ้าใกล้เวลาปกติแล้วให้ข้ามมื้อนั้นไป อย่าฉีดสองเท่าในมื้อเดียวเด็ดขาด เพราะน้ำตาลต่ำอันตรายกว่าน้ำตาลสูง


Q: สุนัขเบาหวานอายุยืนไหม?

A: ถ้าได้รับการรักษาและดูแลอย่างสม่ำเสมอ สุนัขเบาหวานหลายตัวมีชีวิตอยู่ได้ 2-5 ปีหลังได้รับการวินิจฉัย ปัจจัยสำคัญคือความสม่ำเสมอในการฉีดอินซูลิน อาหาร และการตรวจสุขภาพทุก 3 เดือน


หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการดูแลสัตว์เลี้ยง สนใจบริการ อาบน้ำตัดขน ว่ายน้ำ สั่งซื้อสินค้าสัตว์เลี้ยงออนไลน์ สามารถสอบถามได้ที่


#ThonglorPetHospital #TheBestAlways