หลายคนที่เลี้ยงแมวอาจสงสัยว่า แมวของเราหนักเกินไปหรือน้อยไปกันแน่ เพราะน้ำหนักมีผลโดยตรงต่อสุขภาพ อายุขัย และพฤติกรรมการใช้ชีวิตของแมว การรู้มาตรฐานน้ำหนักแมวไทย รวมถึงการเทียบอายุกับตารางน้ำหนักแมวที่เหมาะสม จะช่วยให้เจ้าของดูแลแมวได้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน โรคข้อ หรือภาวะขาดสารอาหาร ที่สำคัญยังจะทำให้น้องแมวอยู่กับเราอย่างแข็งแรงไปอีกนาน ๆ
สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจ คือ “น้ำหนักตัวของแมว ไม่ได้เท่ากับตัวเลขที่ขึ้นลงเพียงอย่างเดียว” แต่ยังแสดงถึงภาวะของร่างกายและสุขภาพโดยรวมของเหล่าเจ้านาย โดยมีหลากหลายปัจจัยที่เข้ามาเป็นตัวกำหนดให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ดังนี้
แมวไทยจัดเป็นแมวที่มีรูปร่างเพรียวบาง (Sleek/Moderate Body Type) โครงกระดูกไม่ใหญ่เทอะทะเหมือนแมวสายพันธุ์ต่างประเทศบางชนิด เช่น เมนคูน (Mane Coon) หรือ บริติช ช็อตแฮร์ (British Shorthair) ที่น้ำหนักอาจสูงถึง 6-10 กิโลกรัม ดังนั้นการเทียบน้ำหนักเพื่อดูแลสุขภาพ จึงต้องคำนึงถึงสายพันธุ์เป็นลำดับต้น ๆ ด้วย
นอกจากเรื่องของสายพันธุ์แล้ว การจะตอบได้ว่าแมวควรหนักเท่าไหร่ ยังอยู่ที่เรื่องของเพศด้วยเช่นกัน เพราะแมวตัวผู้มักจะมีโครงสร้างใหญ่กว่าเล็กน้อย เนื่องจากมีมวลกล้ามเนื้อมากกว่า และมีน้ำหนักตัวเฉลี่ยสูงกว่าตัวเมียประมาณ 0.5-1 กิโลกรัม
น้ำหนักมีความสัมพันธ์โดยตรงกับอายุ โดยธรรมชาติของลูกแมวน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องตามตารางน้ำหนัก และเมื่อเข้าสู่ช่วงโตเต็มวัย (ประมาณ 1 ปีขึ้นไป) น้ำหนักจะเริ่มคงที่ แต่หากมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงนี้ จะบ่งบอกได้ถึงภาวะน้ำหนักเกิน ส่วนในแมวสูงวัย (7 ปีขึ้นไป) น้ำหนักอาจลดลงเนื่องจากมีอาการป่วย การเปลี่ยนแปลงของสรีระ และความสามารถในการย่อยอาหารที่ลดลง หรือในบางกรณี น้ำหนักอาจเพิ่มขึ้นได้หากกิจกรรมประจำวันลดลง และไม่เคลื่อนไหวเท่าที่ควร
แมวแต่ละตัวอาจมีโครงสร้างกระดูกที่แตกต่างกัน แมวที่มีโครงกระดูกใหญ่จะมีน้ำหนักมากกว่าแมวโครงสร้างเล็ก แม้จะมีปริมาณไขมันเท่ากันก็ตาม นอกจากนี้ มวลกล้ามเนื้อที่หนาแน่นก็จะทำให้น้ำหนักโดยรวมสูงขึ้นได้ ดังนั้น การประเมินภาวะอ้วนหรือปัญหาสุขภาพ จึงต้องดูโครงสร้างและมวลกล้ามเนื้อของแมวควบคู่กันไป
การทำหมันจะส่งผลต่อการเผาผลาญพลังงานให้ลดลงประมาณ 20-30% เนื่องจากมีผลต่อฮอร์โมนที่ควบคุมความอยากอาหาร แมวที่ทำหมันแล้วจึงมีความเสี่ยงสูงที่น้ำหนักจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หากเจ้าของยังคงไม่ปรับสูตรอาหาร หรือให้อาหารในปริมาณเท่าเดิม
แมวที่ใช้พลังงานสูง ออกกำลังกาย หรือวิ่งเล่นบ่อยครั้ง จะสามารถรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานน้ำหนักแมวไทยได้ง่ายกว่าแมวที่ใช้ชีวิตอยู่บนโซฟาเป็นหลัก อีกทั้งการขาดกิจกรรมให้เหล่าน้องแมวได้วิ่งเล่น ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะอ้วน โดยเฉพาะแมวที่เลี้ยงแบบระบบปิด
อาหารและพฤติกรรมการกินของน้องแมว เป็นปัจจัยที่กระทบต่อน้ำหนักตัวของแมวได้ง่ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการให้อาหารพลังงานสูงเกินความจำเป็น หรือการให้อาหารแบบตามใจชอบแบบตลอดทั้งวัน (Free-feeding) รวมไปถึงการให้ขนมและอาหารคนเป็นประจำ ล้วนเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้น้ำหนักตัวเกินกว่าเกณฑ์ในตารางน้ำหนักแมวไทยที่กำหนด
| อายุแมว (เดือน) | เทียบอายุคน (ปีโดยประมาณ) | มาตรฐานน้ำหนักแมวไทย (กก.) |
|---|---|---|
| 1 เดือน | 1 ปี | 0.3 – 0.4 |
| 3 เดือน | 5 ปี | 1.0 – 1.3 |
| 6 เดือน | 10 ปี | 2.5 – 3.2 |
| 12 เดือน | 15 ปี | 3.5 – 5.0 |
| 24 เดือน | 24 ปี | 4.0 – 5.5 |
| 5 ปี | 36 ปี | 4.5 – 5.5 |
| 10 ปี | 56 ปี | 3.5 – 4.5 |
| 15 ปี | 76 ปี | 3.0 – 4.0 |
BCS เป็นมาตรฐานที่สัตวแพทย์ใช้ในการประเมินภาวะไขมันในร่างกายแมว โดยแบ่งออกเป็น 9 ระดับ เพื่อให้การประเมินสถานะทางโภชนาการมีความละเอียดและแม่นยำยิ่งขึ้น สำหรับแมวที่เน้นความเพรียวบาง และมีน้ำหนักที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ระดับเหมาะสมควรอยู่ที่ 4-5/9
| ระดับ BCS | สถานะน้ำหนัก | ลักษณะทางกายภาพที่สังเกตได้ (การมองและการคลำ) |
|---|---|---|
| ภาวะผอมเกินไป (Underweight) | ||
| 1 | ผอมซูบขั้นรุนแรง (Emaciated) | ซี่โครง กระดูกสันหลัง และกระดูกเชิงกราน มองเห็นได้ชัดเจนจากระยะไกล ไม่พบชั้นไขมันปกคลุม ไม่มีมวลกล้ามเนื้อ หน้าท้องบุ๋มลึกมาก |
| 2 | ผอมมาก (Very Thin) | ซี่โครงมองเห็นได้ง่าย กระดูกสันหลังและกระดูกเชิงกรานเห็นได้ชัด มีชั้นไขมันปกคลุมน้อยมาก หน้าท้องบุ๋มชัดเจน |
| 3 | ผอมปานกลาง (Thin) | ซี่โครงคลำได้ง่าย แต่ยังไม่เห็นชัดเจน กระดูกสันหลังเห็นได้เล็กน้อย มีส่วนเว้าของเอวชัดเจน แต่มีไขมันปกคลุมน้อยมาก |
| น้ำหนักในอุดมคติ (Ideal) | ||
| 4 | ผอมเพรียว (Optimal Lean) | ซี่โครงคลำได้ง่าย มีชั้นไขมันปกคลุมที่บางมาก มองเห็นส่วนโค้งของเอวได้ชัดเจนจากด้านบน และหน้าท้องมีความเว้าเล็กน้อย |
| 5 | น้ำหนักในอุดมคติ (Ideal) | ซี่โครงคลำได้ง่าย มีชั้นไขมันบาง ๆ ปกคลุม มองเห็นส่วนโค้งของเอวได้ชัดเจนจากด้านบน และหน้าท้องมีความเว้าเล็กน้อย นี่คือช่วงที่เหมาะสมที่สุด |
| ภาวะน้ำหนักเกิน/อ้วน (Overweight/Obese) | ||
| 6 | น้ำหนักเกินเล็กน้อย (Overweight) | ซี่โครงคลำได้โดยต้องออกแรงกดเล็กน้อย มีชั้นไขมันปกคลุมเพิ่มขึ้น เอวเริ่มมองเห็นได้ยาก มีไขมันสะสมที่หน้าท้องเล็กน้อย |
| 7 | น้ำหนักเกินปานกลาง (Heavy) | ต้องออกแรงกดอย่างชัดเจน ถึงจะคลำเจอซี่โครง มีไขมันสะสมปานกลางที่หน้าท้อง เอวเริ่มหายไป มองจากด้านบนจะเห็นลำตัวเป็นรูปกลมหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้า |
| 8 | อ้วน (Obese) | คลำซี่โครงได้ยากมาก หรือคลำไม่เจอเลย เนื่องจากมีชั้นไขมันหนาปกคลุม ไม่มีส่วนโค้งเว้าของเอว และมีไขมันยื่นห้อยลงมาที่หน้าท้องอย่างชัดเจน |
| 9 | อ้วนมากขั้นรุนแรง (Severely Obese) | มีการสะสมของไขมันจำนวนมหาศาลทั่วร่างกาย ไม่สามารถคลำซี่โครงได้เลย หน้าท้องห้อยย้อยลงมาอย่างรุนแรง และอาจพบไขมันสะสมบริเวณคอและโคนหางมากผิดปกติ |
การที่แมวไทยมีน้ำหนักอยู่ในระดับ BCS 6/9 ขึ้นไป ถือว่ามีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบการหายใจ ข้อต่อ และทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น
วิธีประเมินน้ำหนักแมวด้วยมือแบบ Body Condition Score (BCS) เป็นการประเมินปริมาณไขมันที่ปกคลุมซี่โครง หัวไหล่ และกระดูกสันหลัง โดยอาศัยการลูบคลำตามจุดต่าง ๆ ดังนี้
สำหรับน้องแมวที่มีรูปร่างเพรียวบาง การมีน้ำหนักเกินจะเพิ่มภาระให้กับข้อต่อ ดังนั้น ควรลดน้ำหนักตัวของแมว เพื่อป้องกันการเป็นภาวะอ้วน ซึ่งจะนำไปสู่โรคข้ออักเสบได้ง่าย
อาการ : แมวที่มีภาวะอ้วน มักมีพฤติกรรมเกียจคร้าน เคลื่อนไหวช้าลง หรือไม่ค่อยกระโดดขึ้นที่สูง หากเจ้าเหมียวของคุณจากที่เคยวิ่งซน แต่ตอนนี้กลับนอนทั้งวัน คือหนึ่งในสัญญาณเตือนของภาวะแมวอ้วน
ความเสี่ยง : น้ำหนักที่เกินมาตรฐาน โดยเฉพาะในแมวไทยที่หนักเกิน 5.0 กิโลกรัม อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรง เช่น โรคเบาหวาน (ซึ่งแมวอ้วนมีความเสี่ยงสูงถึง 4 เท่า) ข้ออักเสบ และปัญหาผิวหนังจากการเลียทำความสะอาดไม่ทั่วถึง
หัวใจของแมวต้องทำงานหนักขึ้นมากเมื่อต้องสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงมวลร่างกายที่เพิ่มขึ้นจากไขมันส่วนเกิน ดังนั้น การที่หัวใจทำงานหนักขึ้นยังจะนำไปสู่สาเหตุของโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวผิดปกติ (Hypertrophic Cardiomyopathy - HCM) และความดันโลหิตสูง
อาการที่เจ้าของควรสังเกต : แมวที่อ้วนแล้วมีอาการเหนื่อยง่าย หายใจแรงขณะพักผ่อน (อัตราการหายใจสูงกว่า 30 ครั้ง/นาที) มีอาการไอ หรือเบื่ออาหาร เป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องได้รับการตรวจหัวใจทันที
แนวทางการป้องกัน : การควบคุมน้ำหนักอย่างเข้มงวด การเลือกอาหารที่เหมาะสมกับการควบคุมน้ำหนัก และใช้บริการตรวจหัวใจแมวเป็นประจำทุกปี ถือเป็นหัวใจหลักในการดูแลสุขภาพแมวไทยที่มีภาวะอ้วน
การควบคุมน้ำหนักแมวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่เพียงช่วยให้รูปร่างของน้องแมวสมส่วน แต่ยังลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและโรคเรื้อรังอื่น ๆ ได้ หากสังเกตว่าแมวของคุณมีอาการเหนื่อยง่าย หายใจแรง หรือมีพฤติกรรมที่ผิดปกติ ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพกับสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะบริการตรวจหัวใจสัตว์เลี้ยง ที่โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ สาขาใกล้บ้านคุณ เราพร้อมให้บริการดูแลอย่างครบวงจรตลอด 24 ชม.
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมที่ 02-079-9999 หรือ Line Official @jaothonglor
ข้อมูลอ้างอิง:
หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการดูแลสัตว์เลี้ยง สนใจบริการ อาบน้ำตัดขน ว่ายน้ำ สั่งซื้อสินค้าสัตว์เลี้ยงออนไลน์ สามารถสอบถามได้ที่
#ThonglorPetHospital #TheBestAlways