โรคลิ้นหัวใจรั่วในสุนัข: อาการ ระยะ และการรักษา

สุนัข ,โรคและการรักษา ,โรคที่พบบ่อยในสัตว์เลี้ยง 17 กันยายน 2565 33,369 ครั้ง

โรคลิ้นหัวใจรั่วในสุนัข อาการ ระยะ และการรักษา

โรคลิ้นหัวใจรั่วเป็นหนึ่งในโรคหัวใจที่พบได้บ่อยในสุนัข โดยเฉพาะสุนัขพันธุ์เล็กและสุนัขสูงวัย ในระยะแรกสุนัขหลายตัวอาจยังไม่มีอาการ แต่เมื่อโรคดำเนินมากขึ้น หัวใจอาจขยายใหญ่และเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลวหรือน้ำท่วมปอดได้

โรคที่พบได้บ่อยคือ โรคลิ้นหัวใจไมทรัลเสื่อม หรือ Myxomatous Mitral Valve Disease (MMVD) ซึ่งทำให้ลิ้นหัวใจปิดไม่สนิทและเกิดเลือดไหลย้อนกลับ

ปัจจุบันการรักษามีตั้งแต่การติดตามอาการ การใช้ยา ไปจนถึงการประเมินการซ่อมลิ้นหัวใจด้วยเทคนิค TEER (Transcatheter Edge-to-Edge Repair) หรืออุปกรณ์อย่าง V-Clamp ในสุนัขบางรายที่มีความเหมาะสม

โรคลิ้นหัวใจรั่วในสุนัขคืออะไร?

หัวใจมีลิ้นหัวใจทำหน้าที่ควบคุมทิศทางการไหลของเลือด หนึ่งในลิ้นหัวใจที่เกิดปัญหาได้บ่อยในสุนัขคือ ลิ้นหัวใจไมทรัล (Mitral Valve) ซึ่งอยู่ระหว่างหัวใจห้องบนซ้ายและห้องล่างซ้าย

ในสุนัขที่เป็น MMVD ลิ้นหัวใจจะค่อย ๆ เสื่อม หนาตัว หรือหย่อน ทำให้ปิดได้ไม่สนิท เมื่อหัวใจบีบตัว เลือดบางส่วนจึงไหลย้อนกลับไปยังหัวใจห้องบนซ้าย ภาวะนี้เรียกว่า Mitral Regurgitation (MR)

เมื่อมีเลือดไหลย้อนกลับมากขึ้น หัวใจต้องรับภาระมากขึ้นและอาจเกิดการขยายของห้องหัวใจ หากโรคดำเนินต่อไป สุนัขบางรายอาจเข้าสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว

โรคลิ้นหัวใจรั่วพบบ่อยในสุนัขแบบไหน?

โรคลิ้นหัวใจไมทรัลเสื่อมพบได้บ่อยในสุนัขพันธุ์เล็กถึงขนาดกลาง โดยความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น

สายพันธุ์ที่พบได้ เช่น

  • Cavalier King Charles Spaniel
  • Pomeranian
  • Chihuahua
  • Poodle
  • Shih Tzu
  • Maltese
  • Miniature Schnauzer
  • Dachshund
  • Cocker Spaniel
  • รวมถึงสุนัขพันธุ์ผสมสูงวัย

อย่างไรก็ตาม สุนัขสายพันธุ์อื่นก็สามารถเป็นโรคลิ้นหัวใจได้เช่นกัน

อาการโรคลิ้นหัวใจรั่วในสุนัขมีอะไรบ้าง?

สุนัขในระยะแรกอาจไม่มีอาการให้เจ้าของสังเกตเห็นเลย และอาจตรวจพบครั้งแรกจากเสียงหัวใจผิดปกติขณะตรวจสุขภาพ

เมื่อโรคมีความรุนแรงมากขึ้น อาจพบอาการ เช่น

  • เหนื่อยง่ายขึ้น
  • ไม่อยากเดินหรือเล่นเหมือนเดิม
  • หายใจเร็วกว่าปกติ
  • หายใจลำบากหรือใช้ท้องช่วยหายใจ
  • ไอ
  • ซึมและอ่อนแรง
  • เป็นลมหรือหมดสติขณะออกกำลังกายหรือตื่นเต้น
  • ในรายที่เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว อาจมีน้ำท่วมปอดและหอบรุนแรง

อาการไอเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าสุนัขเป็นโรคหัวใจเสมอไป เพราะสามารถเกิดจากโรคระบบทางเดินหายใจหรือสาเหตุอื่นได้ จึงควรตรวจหาสาเหตุร่วมกัน

โรคลิ้นหัวใจรั่วในสุนัขมีกี่ระยะ?

สัตวแพทย์สามารถแบ่งระยะของ MMVD ตามแนวทาง ACVIM เพื่อช่วยประเมินความรุนแรงและวางแผนการดูแล

ระยะลักษณะโดยทั่วไป
Stage B1พบโรคลิ้นหัวใจหรือเสียงหัวใจผิดปกติ แต่หัวใจยังไม่ขยายถึงเกณฑ์ และยังไม่มีภาวะหัวใจล้มเหลว
Stage B2หัวใจเริ่มขยายจากผลของโรคแล้ว แต่ยังไม่เคยเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว
Stage Cกำลังมีหรือเคยมีภาวะหัวใจล้มเหลว เช่น น้ำท่วมปอดจากโรคหัวใจ
Stage Dมีภาวะหัวใจล้มเหลวที่ควบคุมได้ยากด้วยแนวทางการรักษามาตรฐาน

MMVD Stage B2 สำคัญอย่างไร?

Stage B2 เป็นระยะที่น่าสนใจ เพราะสุนัขหลายตัวยัง กิน เดิน เล่น และใช้ชีวิตได้เกือบปกติ แต่การตรวจพบว่าหัวใจเริ่มขยายแล้ว

จึงไม่ควรรอจนสุนัขหอบหรือน้ำท่วมปอดจึงเริ่มติดตามโรคอย่างจริงจัง

การรู้ระยะของโรคตั้งแต่ Stage B2 ช่วยให้สัตวแพทย์สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของหัวใจ วางแผนการรักษา และประเมินทางเลือกในอนาคตได้

อ่านเพิ่มเติม:
MMVD Stage B2 คืออะไร? ทำไมโรคลิ้นหัวใจไม่ควรรอให้มีอาการ

บทความ Stage B2 แยกของทองหล่ออธิบายประเด็นนี้ละเอียดอยู่แล้ว จึงควรให้หน้าหลักนี้สรุปและส่ง Internal Link ไปแทนการเขียนซ้ำยาว ๆ ทองหล่อเพ็ท

โรคลิ้นหัวใจรั่วตรวจอย่างไร?

การฟังเสียงหัวใจสามารถช่วยให้สัตวแพทย์สงสัยโรคได้ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะระบุระยะและความรุนแรง

สัตวแพทย์อาจใช้การตรวจหลายอย่างร่วมกัน ได้แก่

การฟังเสียงหัวใจ

ใช้ตรวจหาเสียงฟู่ของหัวใจ (Heart Murmur) และความผิดปกติของเสียงหรือจังหวะการเต้นของหัวใจ

เอกซเรย์ช่องอก

ช่วยประเมินขนาดและรูปร่างของหัวใจ รวมถึงตรวจดูความผิดปกติของปอดและภาวะน้ำท่วมปอด

ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ECG

ใช้ตรวจจังหวะและระบบไฟฟ้าของหัวใจ เพื่อค้นหาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

อัลตราซาวด์หัวใจ หรือ Echocardiography

เป็นการตรวจสำคัญในการประเมินโครงสร้างของหัวใจ ลักษณะของลิ้นหัวใจ การไหลย้อนของเลือด ขนาดห้องหัวใจ และการทำงานของหัวใจ

ข้อมูลจากการตรวจเหล่านี้จะช่วยให้สัตวแพทย์ระบุระยะของโรคและวางแผนการรักษาให้เหมาะกับสุนัขแต่ละตัว

ศูนย์โรคหัวใจของโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อมีบริการ Echocardiography 4 มิติ, ECG, Holter Monitoring, X-ray และการตรวจหัวใจอื่น ๆ ตามความเหมาะสมของผู้ป่วย ทองหล่อเพ็ท

โรคลิ้นหัวใจรั่วในสุนัขรักษาอย่างไร?

การรักษาขึ้นอยู่กับระยะของโรค ความรุนแรงของการรั่ว อาการ สุขภาพโดยรวม และโรคร่วมของสุนัขแต่ละตัว

แนวทางหลักประกอบด้วยการติดตามโรค การรักษาด้วยยา และในผู้ป่วยบางรายอาจพิจารณาการซ่อมลิ้นหัวใจ

การรักษาด้วยยา

สัตวแพทย์จะเลือกยาให้เหมาะกับระยะและภาวะของผู้ป่วย เช่น ยาที่ช่วยลดภาระการทำงานของหัวใจ หรือควบคุมภาวะแทรกซ้อนอย่างน้ำท่วมปอด

ชนิดและขนาดยาแตกต่างกันในสุนัขแต่ละตัว และอาจต้องปรับตามอาการ ผลตรวจ และการเปลี่ยนแปลงของโรค

เจ้าของไม่ควรเพิ่ม ลด หรือหยุดยาหัวใจเอง

การติดตามโรค

MMVD สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามเวลา จึงต้องมีการตรวจติดตามเพื่อประเมิน เช่น

  • ขนาดของหัวใจ
  • ความรุนแรงของ Mitral Regurgitation
  • การทำงานของหัวใจ
  • อาการที่บ้าน
  • การตอบสนองต่อยา
  • การเกิดภาวะแทรกซ้อน

ความถี่ในการตรวจจะขึ้นอยู่กับระยะของโรคและผู้ป่วยแต่ละราย

TEER หรือ V-Clamp คืออะไร?

สำหรับสุนัขบางรายที่มี Mitral Regurgitation รุนแรง และมีโครงสร้างลิ้นหัวใจเหมาะสม อาจได้รับการประเมินทางเลือกในการซ่อมลิ้นหัวใจด้วย TEER (Transcatheter Edge-to-Edge Repair)

หลักการคือใช้อุปกรณ์ เช่น V-Clamp ช่วยยึดขอบลิ้นหัวใจไมทรัลบริเวณที่ปิดไม่สนิทเข้าหากัน เพื่อลดปริมาณเลือดที่ไหลย้อนกลับ

เทคนิคนี้ไม่ต้องหยุดการทำงานของหัวใจหรือใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียม แต่ยังเป็นหัตถการเฉพาะทางที่ต้องประเมินโครงสร้างของลิ้นหัวใจ สุขภาพโดยรวม และความเสี่ยงของผู้ป่วยอย่างละเอียดก่อน นวัตกรรมก้าวล้ำเพื่อหัวใจสุนัข

สุนัข Stage B2, C หรือ D ทำ TEER ได้ไหม?

ระยะของโรคเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้ตัดสินได้ว่าสุนัขเหมาะกับ TEER หรือไม่

จากข้อมูลในต้นฉบับการรักษา ผู้ป่วย MMVD ในกลุ่ม Stage B2, Stage C และ Stage D บางรายสามารถเข้ารับการประเมินได้ หากลักษณะของโรคและโครงสร้างลิ้นหัวใจเหมาะสม นวัตกรรมก้าวล้ำเพื่อหัวใจสุนัข

สัตวแพทย์จะพิจารณาปัจจัยร่วมกัน เช่น

  • ความรุนแรงของ Mitral Regurgitation
  • ตำแหน่งและลักษณะของลิ้นหัวใจที่รั่ว
  • ขนาดและการทำงานของหัวใจ
  • ระยะของโรค
  • สุขภาพโดยรวมและโรคร่วม
  • ความเสี่ยงจากการวางยาสลบและหัตถการ

ดังนั้น การเป็น Stage B2 ไม่ได้หมายความว่าต้องทำ TEER และการเป็น Stage C หรือ D ก็ไม่ได้หมายความว่าสามารถทำได้ทุกตัว

อ่านเจาะลึก:
TEER รักษาโรคลิ้นหัวใจรั่วในสุนัข MMVD

ปัจจุบันเว็บทองหล่อมีบทความ TEER แยกที่ลงรายละเอียดการรักษาและข้อมูลติดตามผู้ป่วยอยู่แล้ว จึงควรส่ง Internal Link จากหน้านี้ไปยังหน้า TEER แทนการใส่ข้อมูลซ้ำทั้งหมด ทองหล่อเพ็ท

เมื่อไหร่ควรพาสุนัขตรวจหัวใจ?

ควรพาสุนัขเข้ารับการประเมิน หากพบว่า

  • สัตวแพทย์ตรวจพบเสียงหัวใจผิดปกติ
  • สุนัขสูงวัยและอยู่ในสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยง
  • เหนื่อยง่ายกว่าเดิม
  • หายใจเร็วหรือหายใจลำบาก
  • ความสามารถในการออกกำลังกายลดลง
  • มีอาการไอร่วมกับความผิดปกติอื่น
  • เป็นลมหรือหมดสติ
  • เคยได้รับการวินิจฉัย MMVD และถึงกำหนดติดตาม

หากสุนัขมีอาการหอบหรือหายใจลำบากอย่างชัดเจน อ่อนแรงมาก หรือหมดสติ ควรเข้ารับการประเมินโดยเร็ว

โรคลิ้นหัวใจรั่วต้องติดตามระยะยาว

MMVD เป็นโรคที่สามารถเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา สุนัขบางตัวอาจอยู่ในระยะแรกได้นาน ขณะที่บางตัวอาจมีการเปลี่ยนแปลงเร็วกว่า

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรู้ว่า “เป็นโรคลิ้นหัวใจรั่วหรือไม่” แต่ควรรู้ด้วยว่า โรคอยู่ในระยะไหน หัวใจเปลี่ยนแปลงอย่างไร และควรวางแผนดูแลต่ออย่างไร

การตรวจติดตามอย่างเหมาะสมช่วยให้เจ้าของและสัตวแพทย์สามารถวางแผนการดูแลได้ก่อนที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง


หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการดูแลสัตว์เลี้ยง สนใจบริการ อาบน้ำตัดขน ว่ายน้ำ สั่งซื้อสินค้าสัตว์เลี้ยงออนไลน์ สามารถสอบถามได้ที่


#ThonglorPetHospital #TheBestAlways

FAQ คำถามที่พบบ่อย

Q : โรคลิ้นหัวใจรั่วในสุนัขรักษาหายไหม?
A :

MMVD เกิดจากความเสื่อมของลิ้นหัวใจและต้องได้รับการติดตามระยะยาว การรักษาด้วยยามีเป้าหมายควบคุมโรคและภาวะแทรกซ้อน ส่วนการซ่อมลิ้นหัวใจ เช่น TEER มีเป้าหมายเพื่อลดการไหลย้อนของเลือดในผู้ป่วยที่เหมาะสม


Q : สุนัขเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่วแต่ไม่มีอาการได้ไหม?
A :

ได้ โดยเฉพาะใน Stage B1 และ Stage B2 สุนัขอาจยังกิน เดิน เล่น และใช้ชีวิตได้ตามปกติ แม้ว่าภายในหัวใจจะมีความผิดปกติแล้ว


Q : MMVD Stage B2 คืออะไร?
A :

Stage B2 คือสุนัขที่เป็น MMVD และมีหัวใจขยายจากผลของโรคถึงเกณฑ์แล้ว แต่ยังไม่เคยมีภาวะหัวใจล้มเหลว เช่น น้ำท่วมปอดจากหัวใจ


Q : Stage B2 ต้องทำ TEER เลยไหม?
A :

ไม่จำเป็น Stage B2 ไม่ได้หมายความว่าสุนัขทุกตัวต้องทำ TEER ต้องประเมินความรุนแรงของ Mitral Regurgitation โครงสร้างลิ้นหัวใจ ขนาดหัวใจ สุขภาพโดยรวม และปัจจัยอื่นร่วมกัน


Q : สุนัข Stage C หรือ Stage D สามารถประเมิน TEER ได้ไหม?
A :

ผู้ป่วย Stage C และ Stage D บางรายสามารถเข้ารับการประเมินได้ หากโครงสร้างลิ้นหัวใจและสุขภาพโดยรวมเหมาะสม แต่ต้องประเมินความเสี่ยงและความเหมาะสมเป็นรายตัว


Q : TEER กับ V-Clamp เหมือนกันไหม?
A :

ไม่ใช่คำเดียวกัน TEER คือชื่อของเทคนิคการซ่อมขอบลิ้นหัวใจ ส่วน V-Clamp เป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่ใช้ในการทำ TEER สำหรับสุนัข


Q : สุนัขมีเสียงหัวใจฟู่ แปลว่าเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่วไหม?
A :

เสียงหัวใจฟู่บ่งบอกว่ามีการไหลเวียนของเลือดที่ทำให้เกิดเสียงผิดปกติ แต่ไม่สามารถระบุสาเหตุหรือระยะของโรคจากการฟังเพียงอย่างเดียว อาจต้องตรวจ Echocardiography หรือการตรวจเพิ่มเติม


Q : ไอในสุนัขแปลว่าเป็นโรคหัวใจหรือไม่?
A :

ไม่เสมอไป อาการไอเกิดได้จากทั้งโรคหัวใจ โรคทางเดินหายใจ และสาเหตุอื่น จึงต้องพิจารณาร่วมกับอาการ การตรวจร่างกาย และผลตรวจเพิ่มเติม



Q : ตรวจโรคลิ้นหัวใจรั่วที่ศูนย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ
A :

หากสุนัขได้รับการตรวจพบเสียงหัวใจผิดปกติ มีอาการเหนื่อยง่าย หายใจเร็ว หอบ เป็นลม หรือได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น MMVD สามารถเข้ารับการประเมินเพื่อระบุระยะของโรคและวางแผนการดูแลต่อได้ที่