โรคปริทันต์ในสุนัขและแมว: สาเหตุ 4 ระยะ และวิธีป้องกัน

รู้จักโรคในสัตว์เลี้ยง 2 พฤศจิกายน 2569 8 ครั้ง

โรคปริทันต์ (Periodontal Disease) เป็นโรคช่องปากที่พบบ่อยที่สุดในสุนัขและแมว สัตว์เลี้ยง 80% จะมีภาวะนี้ก่อนอายุ 3 ปี แต่เจ้าของส่วนใหญ่ไม่รู้ เพราะโรคเริ่มต้นอย่างเงียบ ๆ ก่อนที่จะมีอาการชัดเจน สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือเมื่อกระดูกรองรับฟันถูกทำลายไปแล้ว มันไม่สามารถงอกขึ้นมาใหม่ได้ ทำให้การป้องกันตั้งแต่เนิ่น ๆ สำคัญกว่าการรักษา

โรคปริทันต์คืออะไร?

โรคปริทันต์คือการติดเชื้อแบคทีเรียและการอักเสบของเหงือก เอ็นยึดฟัน และกระดูกรองรับฟัน โรคนี้โจมตีเนื้อเยื่อที่ค้ำจุนฟันอยู่จากด้านใน โดยเริ่มจากคราบแบคทีเรียที่มองไม่เห็น ก่อนจะสะสมกลายเป็นหินปูนและทำลายโครงสร้างภายในปาก

  • สัตว์เลี้ยง 80% เริ่มมีโรคปริทันต์ก่อนอายุ 3 ปี
  • สุนัขและแมวพันธุ์เล็ก-ทอยมีความเสี่ยงสูงกว่า เพราะฟันอัดแน่นในขากรรไกรขนาดเล็ก
  • โรคนี้ลามเงียบโดยไม่มีอาการ จนกว่าความเสียหายจะรุนแรง

4 ระยะของโรคปริทันต์

มาตรฐาน AVDC (American Veterinary Dental College) แบ่งโรคออกเป็น 4 ระยะ ซึ่งมีความสำคัญมากต่อการวางแผนการรักษา

ระยะที่ 1 — เหงือกอักเสบ (Gingivitis) ระยะเดียวที่ย้อนกลับได้

เหงือกแดงและบวม แต่ยังไม่มีการสูญเสียกระดูกรองรับฟัน หากรักษาและดูแลฟันอย่างถูกต้องในระยะนี้ สามารถฟื้นฟูให้กลับเป็นปกติได้ทั้งหมด

ระยะที่ 2 — ปริทันต์อักเสบระยะต้น (ถาวร)

เริ่มมีการสูญเสียกระดูกน้อยกว่า 25% อาจยังไม่มีอาการชัดเจน แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วไม่สามารถฟื้นฟูได้

ระยะที่ 3 — ปริทันต์อักเสบระดับปานกลาง (ถาวร)

สูญเสียกระดูก 25-50% มีร่องลึกรอบฟัน สัตว์เลี้ยงอาจแสดงอาการเจ็บปวดชัดเจนขึ้น เช่น กินอาหารเฉพาะข้างเดียว หรือหยุดแทะของเล่น

ระยะที่ 4 — ปริทันต์อักเสบขั้นรุนแรง (ถาวร)

สูญเสียกระดูกมากกว่า 50% ฟันโยก การติดเชื้อรุนแรง อาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะอื่นผ่านกระแสเลือด เช่น หัวใจ ไต และตับ

อาการที่เจ้าของสังเกตได้

โรคปริทันต์มักไม่แสดงอาการในระยะต้น แต่เมื่อลุกลามขึ้น เจ้าของอาจสังเกตเห็น

  • ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น (Halitosis) — อาการที่เจ้าของสังเกตได้บ่อยที่สุด
  • เหงือกแดง บวม หรือมีเลือดออกขณะแทะอาหาร
  • น้ำลายไหลมากผิดปกติ หรือมีน้ำลายปนเลือด
  • เคี้ยวอาหารเฉพาะข้างใดข้างหนึ่ง หรือกินได้ช้าลง
  • ทิ้งอาหารแข็งหรืออาหารเม็ด หันมากินอาหารเปียกแทน
  • หยุดแทะของเล่นหรือขนมที่เคยชอบ
  • ฟันโยกหรือหลุด (ระยะรุนแรง)

สำคัญ: สัตว์เลี้ยงมีสัญชาตญาณซ่อนความเจ็บปวด ความไม่สบายในช่องปากจึงมักถูกมองข้ามไป

สาเหตุของโรคปริทันต์

โรคปริทันต์เกิดจากกระบวนการสะสมของแบคทีเรียในช่องปากที่เกิดขึ้นทุกวัน

เส้นทางของโรค: คราบแบคทีเรีย → หินปูน (calculus) → เหงือกอักเสบ → ร่องลึกใต้เหงือก → ทำลายเอ็นและกระดูก → ฟันโยก/หลุด

ปัจจัยเสี่ยงที่เร่งการเกิดโรค

  • พันธุ์เล็กและพันธุ์ทอย เช่น ชิวาวา ปอมเมอเรเนียน มอลทีส — ฟันอัดแน่นทำให้คราบสะสมง่ายขึ้น
  • อายุมากขึ้น — ความเสี่ยงสะสมตามปีที่ไม่ได้ทำความสะอาดฟัน
  • ไม่ได้แปรงฟันหรือดูแลช่องปากสม่ำเสมอ
  • โภชนาการไม่เหมาะสม

สัตวแพทย์วินิจฉัยและรักษาอย่างไร?

การตรวจช่องปากในสัตว์เลี้ยงที่ตื่นตัวมีข้อจำกัดมาก เพราะ 60% ของโครงสร้างฟันอยู่ใต้เหงือก สัตวแพทย์จึงต้องทำการตรวจและรักษาภายใต้การดมยาสลบ

COHAT — การทำความสะอาดฟันแบบมืออาชีพ

COHAT (Comprehensive Oral Health Assessment and Treatment) คือการตรวจสุขภาพช่องปากและทำความสะอาดฟันอย่างครอบคลุม ประกอบด้วย

  • ถ่าย X-Ray ทั้งปาก เพื่อประเมินรากฟันและกระดูกใต้เหงือก
  • ใช้ periodontal probe วัดความลึกของร่องรอบฟันทุกซี่
  • ทำความสะอาดหินปูนทั้งเหนือและใต้เหงือก
  • ขัดผิวฟันให้เรียบเพื่อลดการสะสมคราบในอนาคต

การรักษาตามระยะ

  • ระยะ 1-2: COHAT + แนะนำการดูแลที่บ้าน
  • ระยะ 3-4: อาจต้องถอนฟันที่เสียหายหนัก หรือผ่าตัดรักษาโพรงกระดูก

ทำไมต้องดมยาสลบ?

หลายเจ้าของสงสัยว่า "ทำความสะอาดฟันโดยไม่ดมยาสลบได้ไหม?" คำตอบคือ ไม่ได้ผลและอาจเป็นอันตราย

  • การดมยาสลบจำเป็น เพราะการประเมินระยะโรคที่แม่นยำต้องอาศัย intraoral X-Ray และการใช้ periodontal probe ซึ่งทำไม่ได้ในสัตว์ที่ตื่นตัว
  • การทำความสะอาดโดยไม่ดมยาสลบ ขูดได้เฉพาะผิวฟันที่มองเห็น ไม่สามารถเข้าถึงแบคทีเรียใต้เหงือกซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรค และให้ความรู้สึกที่ผิดว่า "ฟันสะอาดแล้ว" ทั้งที่ยังมีการอักเสบใต้เหงือก

เจ้าของดูแลที่บ้านได้อย่างไร?

  • แปรงฟันทุกวัน ด้วยยาสีฟันสำหรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ ห้ามใช้ยาสีฟันคน เพราะมีฟลูออไรด์และสารที่เป็นพิษต่อสัตว์
  • เลือกผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก VOHC-approved เช่น dental chew หรืออาหารสูตรพิเศษที่มีตรา VOHC (Veterinary Oral Health Council) เพื่อช่วยลดคราบ
  • นำมาตรวจช่องปากทุกปี ขอให้สัตวแพทย์ตรวจช่องปากทุกครั้งที่มาพบ และวางแผน COHAT ตามที่แนะนำ
  • เริ่มแต่เนิ่น ๆ ฝึกแปรงฟันตั้งแต่น้องยังเล็ก เพื่อให้คุ้นเคยกับกิจวัตรนี้

โรคปริทันต์ป้องกันได้ ด้วยการดูแลช่องปากสม่ำเสมอที่บ้านและการตรวจสุขภาพฟันกับสัตวแพทย์เป็นประจำ ทีมสัตวแพทย์ทันตกรรมของโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อพร้อมช่วยประเมินสุขภาพช่องปากของน้องและวางแผนการดูแลระยะยาวให้กับคุณ

สอบถามข้อมูลและนัดหมายสัตวแพทย์ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพสัตว์เลี้ยง หรือต้องการนัดหมายเข้ารับการตรวจ สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อสอบถามบริการ สาขา และตารางออกตรวจของสัตวแพทย์ได้ผ่านช่องทางต่อไปนี้

FAQ คำถามที่พบบ่อย

Q : โรคปริทันต์ในสัตว์เลี้ยงป้องกันได้ไหม?
A :
ป้องกันได้ วิธีที่ดีที่สุดคือแปรงฟันทุกวันด้วยยาสีฟันสำหรับสัตว์เลี้ยง ร่วมกับการนำมาตรวจช่องปากกับสัตวแพทย์เป็นประจำ และทำ COHAT ตามที่แนะนำ

Q : ทำไมต้องดมยาสลบเพื่อทำความสะอาดฟัน?
A :
เพราะ 60% ของโครงสร้างฟันอยู่ใต้เหงือก การทำความสะอาดและการประเมินระยะโรคต้องอาศัย X-Ray และ periodontal probe ซึ่งทำไม่ได้ในสัตว์ที่ตื่นตัว การขูดหินปูนโดยไม่ดมยาสลบทำได้เฉพาะผิวนอกเท่านั้น ไม่ถึงแบคทีเรียใต้เหงือก

Q : สุนัขพันธุ์เล็กเป็นโรคปริทันต์ง่ายกว่าจริงไหม?
A :
จริง สุนัขพันธุ์เล็กและทอยมีฟันอัดแน่นในขากรรไกรขนาดเล็ก ทำให้คราบแบคทีเรียสะสมได้ง่ายกว่า และมักต้องการการดูแลช่องปากที่เข้มข้นกว่าพันธุ์ใหญ่

Q : โรคปริทันต์ส่งผลต่ออวัยวะอื่นในร่างกายได้ไหม?
A :
ได้ การติดเชื้อในช่องปากที่รุนแรงสามารถลามเข้ากระแสเลือดและส่งผลต่อหัวใจ ไต และตับได้ โดยเฉพาะในระยะที่ 3-4 ซึ่งเป็นอีกเหตุผลที่การรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ มีความสำคัญมาก

Q : แมวต้องดูแลฟันเหมือนสุนัขไหม?
A :
ใช่ แมวมีความเสี่ยงต่อโรคปริทันต์ไม่ต่างจากสุนัข นอกจากนี้แมวยังมีความเสี่ยงต่อโรค Tooth Resorption ซึ่งเป็นภาวะที่ฟันสลายตัวเองจากด้านใน การตรวจช่องปากประจำปีจึงสำคัญสำหรับแมวด้วยเช่นกัน