โรคลิ้นหัวใจรั่วในสุนัข รักษาอย่างไร ตั้งแต่ยาถึง TEER

สุนัข ,แมว ,โรคที่พบบ่อยในสัตว์เลี้ยง 26 กันยายน 2569 68 ครั้ง

โรคลิ้นหัวใจรั่วในสุนัข อาการ ระยะ และการรักษา ตั้งแต่การใช้ยาถึง TEER

โรคลิ้นหัวใจรั่วเป็นหนึ่งในโรคหัวใจที่พบได้บ่อยในสุนัข โดยเฉพาะสุนัขพันธุ์เล็กและสุนัขสูงวัย บางตัวอาจไม่มีอาการในช่วงแรก แต่เมื่อโรคดำเนินมากขึ้น หัวใจจะต้องทำงานหนักขึ้น และอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจโต น้ำท่วมปอด หรือภาวะหัวใจล้มเหลวได้

ปัจจุบันการดูแลไม่ได้มีเพียงการใช้ยาเท่านั้น ในสุนัขบางรายที่ผ่านการประเมินอย่างละเอียด อาจมีทางเลือกในการซ่อมลิ้นหัวใจด้วยเทคนิค TEER (Transcatheter Edge-to-Edge Repair) โดยใช้อุปกรณ์ เช่น V-Clamp หรือ Mitral Clamp เพื่อช่วยลดการไหลย้อนของเลือดผ่านลิ้นหัวใจไมทรัล โดยไม่ต้องใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียม

โรคลิ้นหัวใจรั่วในสุนัขคืออะไร?

โรคลิ้นหัวใจไมทรัลเสื่อม หรือ Myxomatous Mitral Valve Disease (MMVD) เป็นภาวะที่ลิ้นหัวใจไมทรัลเกิดการเสื่อม หนาตัว หรือหย่อน ทำให้ลิ้นหัวใจปิดได้ไม่สนิท

ลิ้นหัวใจไมทรัลอยู่ระหว่างหัวใจห้องบนซ้ายและห้องล่างซ้าย มีหน้าที่ควบคุมให้เลือดไหลไปในทิศทางที่เหมาะสม

เมื่อลิ้นหัวใจปิดไม่สนิท เลือดบางส่วนจะไหลย้อนกลับ หรือที่เรียกว่า Mitral Regurgitation (MR)

หากเกิดขึ้นต่อเนื่อง หัวใจต้องทำงานมากขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือด ส่งผลให้หัวใจบางห้องขยายใหญ่ขึ้น และในสุนัขบางรายอาจพัฒนาไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว

โรคลิ้นหัวใจรั่วพบบ่อยในสุนัขพันธุ์ไหน?

MMVD พบได้บ่อยในสุนัขพันธุ์เล็กถึงขนาดกลาง โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยกลางคนถึงสูงวัย

สายพันธุ์ที่พบได้ เช่น

  • ปอมเมอเรเนียน (Pomeranian)

  • ชิวาวา (Chihuahua)

  • พูเดิ้ล (Poodle)

  • คาวาเลียร์ คิง ชาร์ลส์ สแปเนียล (Cavalier King Charles Spaniel)

  • รวมถึงสุนัขพันธุ์ผสมที่มีอายุมาก

อย่างไรก็ตาม สุนัขทุกสายพันธุ์สามารถเกิดโรคหัวใจได้ การตรวจพบเสียงหัวใจผิดปกติหรืออาการที่สงสัยจึงควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม

อาการโรคลิ้นหัวใจรั่วในสุนัขมีอะไรบ้าง?

สุนัขที่เป็นโรคลิ้นหัวใจรั่วในระยะแรกอาจยังไม่มีอาการ และเจ้าของอาจทราบจากการตรวจสุขภาพแล้วสัตวแพทย์ได้ยินเสียงหัวใจผิดปกติ

เมื่อโรคดำเนินมากขึ้น อาจพบอาการ เช่น

  • ไอเรื้อรัง

  • เหนื่อยง่ายกว่าเดิม

  • หายใจเร็วขณะพัก

  • หายใจลำบากหรือใช้ท้องช่วยหายใจ

  • ไม่อยากเดินหรือออกกำลังกายเหมือนเดิม

  • ซึมลง

  • เป็นลมหรือหมดสติขณะออกกำลังกายหรือตื่นเต้น

  • ในรายที่เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว อาจพบภาวะน้ำท่วมปอดและหอบรุนแรง

หากสุนัขหอบหรือหายใจลำบากขณะพัก อ่อนแรงมาก หรือหมดสติ ควรได้รับการประเมินโดยสัตวแพทย์โดยเร็ว

โรคลิ้นหัวใจรั่วในสุนัขมีกี่ระยะ?

สัตวแพทย์สามารถใช้แนวทางของ ACVIM เพื่อแบ่งระยะของโรคและช่วยวางแผนการรักษา

ระยะลักษณะโดยทั่วไป
Stage B1ตรวจพบความผิดปกติหรือเสียงหัวใจ แต่ยังไม่มีหัวใจโตตามเกณฑ์และยังไม่มีอาการหัวใจล้มเหลว
Stage B2หัวใจเริ่มมีการขยายใหญ่ตามเกณฑ์ แต่ยังไม่มีอาการหัวใจล้มเหลว
Stage Cมีประวัติหรือกำลังมีภาวะหัวใจล้มเหลว เช่น น้ำท่วมปอดหรือหายใจลำบาก
Stage Dภาวะหัวใจล้มเหลวที่ควบคุมได้ยากด้วยแนวทางการรักษามาตรฐาน

Stage B2 สำคัญอย่างไร?

Stage B2 เป็นช่วงที่หัวใจมีการเปลี่ยนแปลงและขยายใหญ่แล้ว แม้สุนัขอาจยังดูปกติและไม่มีอาการหอบให้เจ้าของเห็น

การตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอจึงมีความสำคัญ เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของหัวใจและวางแผนการรักษาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละตัว

โรคลิ้นหัวใจรั่วตรวจอย่างไร?

การฟังเสียงหัวใจเพียงอย่างเดียวช่วยให้สัตวแพทย์สงสัยโรคหัวใจได้ แต่การประเมินระยะและความรุนแรงมักต้องใช้ข้อมูลจากการตรวจหลายอย่างร่วมกัน

1. ฟังเสียงหัวใจ

สัตวแพทย์ตรวจหาเสียงฟู่ของหัวใจ หรือ Heart Murmur รวมถึงความผิดปกติของจังหวะหัวใจ

2. เอกซเรย์ช่องอก

ใช้ประเมินขนาดและรูปร่างของหัวใจ รวมถึงตรวจปอด เพื่อดูว่ามีความผิดปกติหรือภาวะน้ำท่วมปอดหรือไม่

3. ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ECG

ใช้ประเมินจังหวะและระบบไฟฟ้าของหัวใจ รวมถึงช่วยตรวจหาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

4. อัลตราซาวด์หัวใจ หรือ Echocardiography

เป็นการตรวจสำคัญสำหรับประเมินโครงสร้างและการทำงานของหัวใจ รวมถึงลักษณะของลิ้นหัวใจ ปริมาณการไหลย้อนของเลือด ขนาดห้องหัวใจ และปัจจัยต่าง ๆ ที่ใช้วางแผนการรักษา

โรคลิ้นหัวใจรั่วในสุนัขรักษาอย่างไร?

แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับระยะของโรค ความรุนแรงของการรั่ว อาการ และสุขภาพโดยรวมของสุนัขแต่ละตัว

โดยหลักสามารถแบ่งได้เป็น การรักษาด้วยยา และ การพิจารณาซ่อมลิ้นหัวใจในผู้ป่วยที่เหมาะสม

การรักษาด้วยยา

ยามีบทบาทสำคัญในการดูแล MMVD และภาวะหัวใจล้มเหลว

สัตวแพทย์อาจพิจารณายาหลายประเภทตามระยะและอาการ เช่น ยาที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ ยาขับปัสสาวะในผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำท่วมปอด หรือยาอื่นเพื่อควบคุมภาระการทำงานของหัวใจ

ชนิดและขนาดยาจำเป็นต้องปรับตามผู้ป่วยแต่ละรายและผลการติดตาม

การซ่อมลิ้นหัวใจ

เป้าหมายของการซ่อมลิ้นหัวใจแตกต่างจากการใช้ยา เพราะมุ่งลดปริมาณเลือดที่ไหลย้อนผ่านลิ้นหัวใจโดยตรง

แนวทางหนึ่งที่มีการนำมาใช้ในสุนัขบางรายคือ Transcatheter Edge-to-Edge Repair หรือ TEER

TEER คืออะไร?

TEER (Transcatheter Edge-to-Edge Repair) คือเทคนิคซ่อมลิ้นหัวใจไมทรัล โดยใช้อุปกรณ์ช่วยยึดขอบลิ้นหัวใจบริเวณที่ปิดไม่สนิทเข้าหากัน เพื่อลดช่องที่ทำให้เลือดไหลย้อนกลับ

สำหรับสุนัข มีการใช้อุปกรณ์ เช่น V-Clamp หรือ Mitral Clamp ในผู้ป่วยที่มีโครงสร้างลิ้นหัวใจเหมาะสม

เทคนิคที่ใช้ในสุนัขเป็นการเข้าถึงหัวใจผ่านแผลเปิดทรวงอกขนาดเล็กบริเวณปลายหัวใจ ก่อนนำอุปกรณ์เข้าสู่หัวใจเพื่อซ่อมลิ้นไมทรัล

TEER เป็นการผ่าตัดเปิดหัวใจหรือไม่?

TEER ด้วย V-Clamp ไม่ใช่การผ่าตัดเปิดหัวใจแบบที่ต้องหยุดหัวใจและใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียม

อย่างไรก็ตาม TEER ในสุนัขไม่ได้หมายถึงการไม่มีแผลผ่าตัดเลย เพราะมีการเปิดแผลบริเวณทรวงอกขนาดเล็กเพื่อเข้าถึงปลายหัวใจ

จึงสามารถอธิบายให้เข้าใจง่ายว่า เป็น การซ่อมลิ้นหัวใจผ่านแผลขนาดเล็กโดยไม่ต้องใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียม

TEER ช่วยอะไรในสุนัขที่เป็นโรคลิ้นหัวใจรั่ว?

เป้าหมายหลักของ TEER คือการช่วยลด Mitral Regurgitation หรือปริมาณเลือดที่ไหลย้อนผ่านลิ้นหัวใจไมทรัล

เมื่อการไหลย้อนลดลง ภาระปริมาตรที่หัวใจต้องรับอาจลดลง และสัตวแพทย์จะติดตามการเปลี่ยนแปลงของหัวใจ อาการ รวมถึงการใช้ยาหลังหัตถการต่อไป

TEER ไม่ได้หมายความว่า MMVD หายขาด และผลลัพธ์แตกต่างกันในสุนัขแต่ละตัว

สุนัขแบบไหนอาจเหมาะกับการรักษาด้วย TEER?

ไม่ใช่สุนัขที่มีลิ้นหัวใจรั่วทุกตัวจะเหมาะกับ TEER

ก่อนพิจารณาหัตถการ ทีมสัตวแพทย์โรคหัวใจต้องประเมินหลายปัจจัย เช่น

  • ระยะและความรุนแรงของโรค

  • ลักษณะของลิ้นหัวใจและตำแหน่งที่เกิดการรั่ว

  • ขนาดและการทำงานของหัวใจ

  • ภาวะหัวใจล้มเหลว

  • น้ำหนักและขนาดตัว

  • โรคประจำตัวหรือโรคร่วม

  • ความพร้อมสำหรับการวางยาสลบ

  • ความเป็นไปได้ในการวางอุปกรณ์ให้เหมาะกับโครงสร้างลิ้นหัวใจ

จากข้อมูลในแนวทางการรักษาของทีม โรคในกลุ่ม Stage B2, Stage C และ Stage D บางราย อาจเข้ารับการประเมินเพื่อพิจารณา TEER ได้ หากโครงสร้างลิ้นหัวใจและสภาพร่างกายเหมาะสม

การอยู่ใน Stage ใด Stage หนึ่งไม่ได้หมายความว่าจะสามารถทำ TEER ได้ทันที จำเป็นต้องประเมินเป็นรายตัว

ก่อนทำ TEER ต้องตรวจอะไรบ้าง?

การประเมินก่อนหัตถการมีความสำคัญมาก เพราะต้องดูทั้งหัวใจ โครงสร้างลิ้นหัวใจ และสุขภาพของสุนัขโดยรวม

การตรวจอาจประกอบด้วย

  • Echocardiography เพื่อประเมินโครงสร้างและการทำงานของหัวใจ

  • การตรวจภาพหัวใจในมุมที่จำเป็นเพื่อวางแผนตำแหน่งอุปกรณ์

  • ตรวจเลือด

  • ประเมินการทำงานของตับและไต

  • ตรวจปัสสาวะ

  • การตรวจอื่น ๆ ตามโรคประจำตัวและความเสี่ยงของผู้ป่วย

ทีมสัตวแพทย์จะนำข้อมูลทั้งหมดมาพิจารณาร่วมกันก่อนกำหนดแผนรักษา

ระหว่างทำ TEER ใช้อุปกรณ์อะไรช่วยนำทาง?

การวางอุปกรณ์บริเวณลิ้นหัวใจต้องอาศัยการตรวจภาพแบบ Real-time เพื่อช่วยกำหนดตำแหน่งอย่างละเอียด

เครื่องมือสำคัญ ได้แก่

Transesophageal Echocardiography (TEE)
อัลตราซาวด์หัวใจผ่านหลอดอาหาร ช่วยให้เห็นโครงสร้างลิ้นหัวใจและตำแหน่งของอุปกรณ์ระหว่างหัตถการ

Fluoroscopy
ภาพเอกซเรย์ต่อเนื่องแบบ Real-time เพื่อช่วยนำทางอุปกรณ์และประเมินตำแหน่งระหว่างทำหัตถการ

การรักษาต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทีมสัตวแพทย์โรคหัวใจ ทีมวิสัญญี และทีมที่เกี่ยวข้อง พร้อมติดตามสัญญาณชีพอย่างต่อเนื่อง

หลังทำ TEER สุนัขพักฟื้นนานแค่ไหน?

หลังหัตถการ สุนัขจะได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วงแรกหลังการรักษา

ตามแนวทางของทีมรักษา อาจมีการดูแลใน ICU และติดตามสัญญาณชีพ รวมถึงระดับออกซิเจนอย่างใกล้ชิดในช่วง 24–48 ชั่วโมงแรก

สุนัขบางรายสามารถลุก ยืน และเริ่มเดินได้ในช่วง 24–48 ชั่วโมง หากการฟื้นตัวเป็นไปตามแผนและไม่มีภาวะแทรกซ้อน สัตวแพทย์จะประเมินช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการกลับไปพักฟื้นต่อที่บ้าน

หลังกลับบ้านยังต้องใช้ยาและกลับมาตรวจติดตามตามกำหนด โดยการปรับยาโรคหัวใจจะขึ้นอยู่กับอาการและผลการตรวจของผู้ป่วยแต่ละตัว

TEER ต่างจากการรักษาด้วยยาอย่างไร?

การรักษาด้วยยาและ TEER มีบทบาทต่างกัน

ยา ใช้ควบคุมอาการ ลดภาระของหัวใจ และรักษาภาวะแทรกซ้อนตามระยะของโรค

ส่วน TEER มีเป้าหมายในการลดการไหลย้อนของเลือดผ่านลิ้นหัวใจไมทรัลโดยการซ่อมแซมบริเวณของลิ้นหัวใจที่ปิดไม่สนิท

สุนัขที่ได้รับ TEER อาจยังจำเป็นต้องใช้ยาและติดตามโรคหัวใจต่อเนื่อง การพิจารณาปรับยาต้องทำโดยสัตวแพทย์ตามผลการรักษา



หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการดูแลสัตว์เลี้ยง สนใจบริการ อาบน้ำตัดขน ว่ายน้ำ สั่งซื้อสินค้าสัตว์เลี้ยงออนไลน์ สามารถสอบถามได้ที่


#ThonglorPetHospital #TheBestAlways

FAQ คำถามที่พบบ่อย

Q : โรคลิ้นหัวใจรั่วในสุนัขรักษาหายไหม?
A :

MMVD เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของลิ้นหัวใจและต้องได้รับการติดตามระยะยาว การรักษาด้วยยาช่วยควบคุมโรคและภาวะแทรกซ้อน ส่วนการซ่อมลิ้นหัวใจ เช่น TEER มีเป้าหมายเพื่อลดการไหลย้อนของเลือดในผู้ป่วยที่เหมาะสม


Q : สุนัขเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่วแต่ไม่มีอาการ ต้องรักษาไหม?
A :

ขึ้นอยู่กับระยะของโรค สุนัข Stage B1 และ B2 อาจดูปกติจากภายนอก แต่ผลตรวจหัวใจแตกต่างกัน จึงควรตรวจประเมินและวางแผนติดตามตามระยะของโรค


Q : สุนัข Stage B2 สามารถประเมิน TEER ได้หรือไม่?
A :

สามารถเข้ารับการประเมินได้ในผู้ป่วยบางราย แต่ไม่ได้หมายความว่า Stage B2 ทุกตัวจำเป็นต้องทำ TEER ต้องประเมินโครงสร้างลิ้นหัวใจ ความรุนแรงของการรั่ว ขนาดหัวใจ สุขภาพโดยรวม และปัจจัยอื่นร่วมกัน


Q : สุนัข Stage C สามารถทำ TEER ได้ไหม?
A :

ผู้ป่วย Stage C บางรายสามารถได้รับการประเมินเพื่อพิจารณา TEER ได้ หากโครงสร้างลิ้นหัวใจและสุขภาพโดยรวมเหมาะสม


Q : สุนัข Stage D ยังมีโอกาสทำ TEER ได้หรือไม่?
A :

Stage D บางรายอาจได้รับการประเมิน TEER ได้ แต่เป็นกลุ่มผู้ป่วยที่มีโรครุนแรงและจำเป็นต้องประเมินความเสี่ยงอย่างละเอียดเป็นรายตัว


Q : TEER ต้องผ่าตัดเปิดหัวใจไหม?
A :

TEER ด้วย V-Clamp ในสุนัขไม่ต้องหยุดหัวใจหรือใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียม แต่มีการเปิดแผลทรวงอกขนาดเล็กเพื่อเข้าถึงบริเวณปลายหัวใจและนำอุปกรณ์เข้าสู่ลิ้นไมทรัล


Q : TEER กับ V-Clamp เหมือนกันไหม?
A :

TEER คือชื่อของเทคนิคการซ่อมขอบลิ้นหัวใจ ส่วน V-Clamp เป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่ใช้ในการทำ TEER สำหรับสุนัข


Q : ทำ TEER แล้วต้องกินยาหัวใจต่อไหม?
A :

ขึ้นอยู่กับอาการและผลการประเมินหลังหัตถการ สัตวแพทย์จะติดตามการทำงานของหัวใจและพิจารณาการใช้หรือปรับยาของสุนัขแต่ละราย ไม่ควรหยุดหรือปรับยาเอง


Q : สุนัขมีเสียงหัวใจฟู่ แปลว่าเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่วไหม?
A :

เสียงหัวใจฟู่อาจสัมพันธ์กับความผิดปกติของการไหลเวียนเลือด แต่ไม่สามารถบอกสาเหตุและระยะของโรคได้จากการฟังเพียงอย่างเดียว จึงอาจต้องตรวจ Echocardiography หรือการตรวจเพิ่มเติมตามดุลยพินิจของสัตวแพทย์


Q : ตรวจโรคลิ้นหัวใจรั่วและประเมิน TEER ที่ศูนย์โรคหัวใจ
A :

หากสุนัขมีอาการไอ เหนื่อยง่าย หายใจเร็ว หอบ เป็นลม หรือได้รับการตรวจพบเสียงหัวใจผิดปกติ สามารถเข้ารับการตรวจเพื่อประเมินสาเหตุและระยะของโรคได้