ถึงแม้ว่าเราจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วว่าลูกแมวเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถือว่ามีความต้องการในการดูแลเป็นพิเศษมากๆแต่หมอเองก็เชื่อว่าไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปสำหรับทาสแมวมือใหม่นะคะ ไม่ว่าเราจะได้รับลูกแมวมาจากที่ไหน (จะได้จากการซื้อมาเลี้ยง หรือได้รับมาฟรี และไม่ว่าจะเป็นลูกแมวนำเข้าจากต่างประเทศ หรือลูกแมวจากมูลนิธิต่างๆ) เรื่องหลักๆที่เราควรสังเกตและโฟกัสมีเพียง 2 สิ่งเท่านั้น นั่นคือ “สุขภาพ” และ “พฤติกรรม” ของลูกแมวนั่นเองค่ะ
ลูกแมว จะมี “สุขภาพที่ดี” ได้อย่างไรบ้าง
เริ่มแรกเราควรให้ลูกแมวได้รับอาหารที่เหมาะสมตามแต่ละช่วงวัย เพราะสารอาหารหรือโภชนาการถือเป็นสิ่งสำคัญมากๆในการดูแลลูกแมว ลูกแมวจะมีความต้องการโปรตีนและกรดอมิโนมากกว่าแมวโตหลายเท่า และเป็นวัยที่ต้องการพลังงานมากเป็นพิเศษ ในแต่ละช่วงวัย อาหารที่เด็กๆควรได้รับ จะมีดังนี้
ลูกแมวควรได้รับนมแม่อย่างน้อย 2 วันหากเป็นไปได้ เพราะนมน้ำเหลืองจากแม่แมวจะให้สารอาหารและภูมิคุ้มกันต่อโรคบางชนิดลูกแมวจึงควรได้รับการป้อนนมทุก 2-3 ชั่วโมง หากน้ำนมแม่แมวไม่เพียงพอ เราสามารถให้นมทดแทนได้
ช่วงวัยนี้ลูกแมวกำลังจะหย่านมสามารถเริ่มให้ทานอาหารแบบเปียกสูตรลูกแมวเพื่อหย่านมได้ค่ะ แนะนำให้เริ่มจากอาหารแบบเปียก จะช่วยให้ลูกแมวเริ่มฝึกทานอาหารได้ง่ายกว่า โดยแบ่งเป็นมื้อเล็กๆ เนื่องจากลูกแมวมีกระเพาะที่เล็ก และมีความต้องการพลังงานสูงนั่นเอง ช่วงนี้หากแม่แมวยังมีน้ำนมอยู่ เราก็ยังให้ลูกแมวดูดน้ำนมแม่ สลับกับอาหารเปียกได้เช่นกันค่ะ
ช่วงนี้ฟันของลูกแมวจะเริ่มโผล่ขึ้นมาแล้ว เราสามารถเริ่มให้อาหารสูตรลูกแมวแบบเม็ด โดยแช่อาหารเม็ดในน้ำอุ่นสะอาด เพื่อให้อาหารมีเนื้อนิ่มเล็กน้อย ง่ายแก่การเคี้ยวของลูกแมว และแบ่งทานมื้อเล็กๆ ประมานวันละ 6 มื้อ
ช่วงระยะเวลา 6 เดือนแรกจะเป็นช่วงที่ลูกแมวเติบโตเร็วที่สุดในช่วงชีวิตของเขา เราสามารถเริ่มปรับลดมื้ออาหารลง โดยเหลือประมาน 3 มื้อต่อวัน และอาหารยังคงต้องเป็นสูตรลูกแมวอยู่ โดยสามารถกินแบบเม็ดไม่ต้องผสมน้ำได้แล้วค่ะ เมื่อน้องแมวอายุเกิน 10 เดือนแล้วจะถือว่าเป็นแมวโต ไม่ใช่ลูกแมวแล้วนั่นเอง
การฝึกลูกแมวให้ขับถ่าย
โดยปกติแล้ว แม่แมวจะทำหน้าที่ในการเลียตัวและก้นของลูกแมว เพื่อกระตุ้นการขับถ่ายของเด็กๆ แต่ถ้าหากแม่แมวมีพฤติกรรมที่ไม่ยอมเลี้ยงลูกแมว เราควรกระตุ้นการขับถ่ายของลูกแมว โดยใช้สำลีชุบน้ำอุ่นหมาด แล้วเช็ดถู/สัมผัสบริเวณก้นและอวัยวะเพศของลูกแมวอย่างเบามือ อย่างน้อยวันละ 3-4 ครั้ง หรือทุกครั้งหลังจากป้อนนม ระหว่างนี้คอยสังเกตุลักษณะของสิ่งขับถ่ายของเด็กๆไปด้วยว่ามีความผิดปกติหรือไม่
สามารถเริ่มฝึกใช้กระบะทรายได้แล้วโดยเราสามารถวางกระบะทรายตรงบริเวณที่อยากให้เขาขับถ่าย แนะนำให้เลือกใช้ทรายแมวที่มาจากธรรมชาติ เช่น ทรายแมวมันสำปะลัง ทรายเต้าหู้ เป็นต้น ก็จะไม่เป็นอันตรายกับลูกแมวค่ะ
อุณหภูมิที่เหมาะสม
ควรให้ลูกสัตว์อยู่ในที่อบอุ่นตลอดเวลา โดยเฉพาะลูกแมวช่วงแรกเกิดจนถึงอายุ 1 สัปดาห์ หากแม่แมวเลี้ยงลูกเก่ง สามารถให้ลูกแมวอยู่กับแม่แมว เพื่อให้แม่แมวช่วยกกหรือให้ความอบอุ่นได้ แต่ถ้าหากไม่ได้อยู่กับแม่แมว เราควรมีไฟกกให้ความอบอุ่น โดยไฟกกนี้ ควรเป็นไฟแสงสีส้มที่ให้ความอบอุ่น นอกจากนี้ ยังต้องคอยสังเกตว่าอุณหภูมิบริเวณที่ลูกแมวอยู่นั้นเหมาะสมหรือไม่ สังเกตได้จากการกระจายตัวของลูกแมว หากลูกแมวมานอนกองรวมกันเป็นกระจุกมากๆ แสดงว่าอุณหภูมิตรงนั้นเย็นเกินไป แต่ถ้าหากลูกแมวอยู่กระจัดกระจายกัน โดยอยูห่างจากไฟกกให้ได้มากที่สุด แสดงว่าอุณหภูมิตรงนั้นร้อนจนเกินไป ดังนั้นควรปรับให้เหมาะสมค่ะ
การทำวัคซีน
แมวเด็ก เริ่มทำวัคซีนได้ตั้งแต่อายุ 8 สัปดาห์ขึ้นไป โดยวัคซีนหลักที่แมวทุกตัวจำเป็นต้องทำ มี 2 วัคซีน คือ วัคซีนป้องกันโรคไข้หัดแมว (เริ่มทำได้ตั้งแต่อายุ 8 สัปดาห์) และวัคซีนพิษสุนัขบ้า (เริ่มทำได้ตั้งแต่อายุ 12 สัปดาห์) สำหรับโปรแกรมการกระตุ้นวัคซีนนั้น สามารถสอบถามกับสัตวแพทย์ที่ดูแลน้องได้เลยค่ะส่วนวัคซีนทางเลือกในบ้านเราตอนนี้ ก็จะเป็นวัคซีนป้องกันโรคลิวคีเมีย ซึ่งเราสามารถปรึกษากับสัตวแพทย์ถึงความจำเป็นในการทำวัคซีนตัวดังกล่าวได้ค่ะ
การป้องกันปรสิตต่างๆ
เราควรให้การดูแลและป้องกันการติดเชื้อปรสิต ทั้งปรสิตภายนอก (เช่น เห็บ, หมัด, ไรในหู เป็นต้น โดยการหยดยาป้องกันเห็บหมัด เริ่มทำได้ตั้งแต่อายุ 8 สัปดาห์ และหยดยาเป็นประจำทุกเดือน) และปรสิตภายใน (เช่น พยาธิในทางเดินอาหาร โดยการป้อนยาถ่ายพยาธิ เริ่มป้อนได้ตั้งแต่อายุ 8 สัปดาห์ และป้อนเป็นประจำทุกๆ 3-6 เดือน
หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการดูแลสัตว์เลี้ยง สนใจบริการ อาบน้ำตัดขน ว่ายน้ำ สั่งซื้อสินค้าสัตว์เลี้ยงออนไลน์ สามารถสอบถามได้ที่
#ThonglorPetHospital #TheBestAlways