สุนัขที่เป็นโรคลิ้นหัวใจไม่ได้ทุกตัวจะแสดงอาการหอบ เหนื่อย หรือไอทันที ในบางช่วงของโรค เจ้าของอาจยังเห็นน้องกินอาหาร เดิน เล่น และใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ภายในหัวใจอาจเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว หนึ่งในระยะสำคัญของโรคลิ้นหัวใจไมทรัลเสื่อม หรือ Myxomatous Mitral Valve Disease (MMVD) คือ Stage B2 เพราะเป็นช่วงที่โรคเริ่มส่งผลต่อขนาดของหัวใจ แม้ว่าสุนัขจะยังไม่เคยมีอาการของภาวะหัวใจล้มเหลว
MMVD เป็นโรคที่ลิ้นหัวใจไมทรัลเกิดการเสื่อม ทำให้ลิ้นหัวใจปิดได้ไม่สนิท เมื่อหัวใจบีบตัว เลือดบางส่วนจึงไหลย้อนกลับผ่านลิ้นหัวใจ ภาวะนี้เรียกว่า Mitral Regurgitation หรือ MR เมื่อการรั่วเพิ่มขึ้น หัวใจต้องรับปริมาณเลือดมากขึ้น และอาจเกิดการขยายตัวของหัวใจตามมา
Stage B2 คือสุนัขที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น MMVD และมีการขยายตัวของหัวใจจากผลของโรคถึงเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมิน แต่ยัง ไม่เคยมีอาการของภาวะหัวใจล้มเหลว
เช่น
นี่จึงเป็นเหตุผลที่เจ้าของบางคนอาจรู้สึกว่า “น้องยังปกติดี ทำไมต้องติดตามหัวใจ?” คำตอบคือ เพราะโรคสามารถเปลี่ยนแปลงภายในหัวใจก่อนที่อาการจะปรากฏให้เห็นได้ชัดเจน
การได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น Stage B2 ไม่ได้หมายความว่าสุนัขทุกตัวจะต้องเข้ารับการรักษาขั้นสูง หรือจำเป็นต้องทำ TEER สิ่งสำคัญในระยะนี้คือ รู้ระดับของโรคและติดตามอย่างเหมาะสม สัตวแพทย์โรคหัวใจอาจพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น
จากนั้นจึงวางแผนการติดตามและการรักษาให้เหมาะกับสุนัขแต่ละตัว
ภาวะหอบและน้ำท่วมปอดจากหัวใจ อาจเป็นสัญญาณว่าโรคได้ดำเนินเข้าสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวแล้ว การรู้ว่าโรคอยู่ใน Stage B2 ตั้งแต่ก่อนเกิดภาวะดังกล่าว ช่วยให้สัตวแพทย์และเจ้าของมีเวลา
- ติดตามการเปลี่ยนแปลง
- วางแผนการรักษา
- ประเมินสุขภาพโดยรวม
- และพูดคุยถึงทางเลือกในอนาคต
ดังนั้นคำว่า “ไม่ควรรอให้หนัก” ไม่ได้หมายถึงทุกตัวต้องรีบทำหัตถการ แต่หมายถึง ไม่ควรรอให้มีอาการหนัก จึงค่อยเริ่มติดตามโรคหัวใจอย่างจริงจัง
ในสุนัขบางรายที่มี Mitral Regurgitation รุนแรง และมีโครงสร้างลิ้นหัวใจที่เหมาะสม อาจสามารถเริ่มประเมินทางเลือกในการรักษาเพิ่มเติมได้ ปัจจุบันมีข้อมูลการใช้ TEER หรือ Transcatheter Edge-to-Edge Repair ในผู้ป่วย MMVD ที่มี Mitral Regurgitation รุนแรงตั้งแต่ Stage B2 รวมถึง Stage C และ Stage D แต่การอยู่ใน Stage B2 เพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าควรทำ TEER การประเมินต้องพิจารณาร่วมกันทั้ง
ดังนั้นสิ่งที่ Stage B2 บอกเจ้าของ ไม่ใช่ว่า “ถึงเวลาต้องทำ TEER” แต่คือ “ถึงเวลาที่ควรรู้สถานะของโรคให้ชัด และวางแผนร่วมกับสัตวแพทย์โรคหัวใจ”
แม้สุนัข Stage B2 อาจยังไม่มีอาการชัดเจน เจ้าของควรสังเกตการเปลี่ยนแปลง เช่น
หากพบความผิดปกติ หรืออาการเปลี่ยนแปลงจากเดิม ควรปรึกษาสัตวแพทย์โดยไม่ควรรอให้อาการรุนแรง
เวลาที่จะติดตามโรค เวลาที่จะเห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของหัวใจ และเวลาที่เจ้าของกับสัตวแพทย์จะวางแผนร่วมกันว่า หากโรคเปลี่ยนแปลงในอนาคต จะดูแลอย่างไรต่อ เพราะเป้าหมายของการดูแลโรคหัวใจ ไม่ใช่การรอให้เกิดปัญหาแล้วจึงเริ่มรักษาเพียงอย่างเดียว แต่คือการพยายามรักษาช่วงเวลาที่น้องยังสามารถใช้ชีวิตได้ดี ให้นานที่สุด
หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการดูแลสัตว์เลี้ยง สนใจบริการ อาบน้ำตัดขน ว่ายน้ำ สั่งซื้อสินค้าสัตว์เลี้ยงออนไลน์ สามารถสอบถามได้ที่
#ThonglorPetHospital #TheBestAlways
MMVD Stage B2 คือระยะที่สุนัขมีโรคลิ้นหัวใจไมทรัลเสื่อมและหัวใจเริ่มมีการขยายตัวจากผลของโรคตามเกณฑ์การประเมิน แต่ยังไม่เคยมีอาการของภาวะหัวใจล้มเหลว เช่น ภาวะน้ำท่วมปอดจากหัวใจ
ได้ สุนัข Stage B2 หลายตัวอาจยังกิน เดิน เล่น และใช้ชีวิตได้ตามปกติ แม้ว่าภายในหัวใจจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว จึงควรติดตามหัวใจกับสัตวแพทย์อย่างต่อเนื่อง
ไม่จำเป็น สุนัข Stage B2 ไม่ได้ต้องทำ TEER ทุกตัว การพิจารณาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของ Mitral Regurgitation โครงสร้างลิ้นหัวใจ ขนาดหัวใจ สุขภาพโดยรวม และปัจจัยอื่นของผู้ป่วยแต่ละราย
ไม่จำเป็น การติดตามโรคหัวใจควรเริ่มก่อนเกิดอาการรุนแรง สำหรับสุนัขบางรายที่มี MMVD Stage B2 และมี Mitral Regurgitation รุนแรง สัตวแพทย์โรคหัวใจอาจเริ่มประเมินโครงสร้างลิ้นหัวใจและทางเลือกในการรักษาเพิ่มเติมได้
ได้ หากโรคดำเนินมากขึ้นจนสุนัขเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวจาก MMVD เช่น ภาวะน้ำท่วมปอดจากหัวใจ จะเข้าสู่ Stage C
หากตรวจพบเสียงหัวใจผิดปกติ ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น MMVD หรือพบว่าหัวใจเริ่มขยายเข้าสู่ Stage B2 ควรเริ่มติดตามกับสัตวแพทย์โรคหัวใจ เพื่อประเมินระยะของโรคและวางแผนการดูแลก่อนโรครุนแรงขึ้น