Thonglor Pet Hospital, Open 24 hours

เมื่อน้ำตาลเป็นพิษ

23 / Jan / 2021

สพ.ญ.ขวัญหทัย โรจนโกเมศ แผนกอายุรกรรม

คลินิกเบาหวานและต่อมไร้ท่อ

หลายๆคนคงจะเคยได้ยินโรคเบาหวานกันมาบ้างแล้วนะคะ ท่านทราบหรือไม่ว่าสัตว์เลี้ยงของท่านอาจเป็นเบาหวานได้เช่นกัน  โรคเบาหวานเกิดจากภาวะที่ ฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin)ซึ่งถูกสร้างจากตับอ่อนนั้นมีน้อยหรือไม่มีการสร้างเลยหรืออาจมีการสร้างได้แต่ประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ลดลงจากเดิม ทำให้ขบวนการเผาผลาญ และสะสมน้ำตาลเพื่อมาใช้เป็นพลังงานได้ลดลง เมื่ออินซูลินในร่างกายไม่เพียงพอ จึงเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น
 

ใครบ้างที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง

ในสุนัขพบได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 4-12 ปี และพบว่าพบในเพศเมียมากกว่าถึง 2 เท่า สายพันธุ์ที่พบบ่อยได้แก่ พุดเดิล , ดัชชุน , มิเนเจอร์พินเชอร์ , มิเนเจอร์ ชเนาเซอร์ , บีเกิล , ปั๊ก , โกลเดนรีทรีพเวอร์   ส่วนในแมวพบว่าแมวเพศผู้ที่ทำหมันแล้วสามารถพบได้มากกว่าเพศเมียถึง 1.5 เท่า หรือแม้กระทั่งในแมวชรา หรือแมวที่มีน้ำหนักตัวเฉลี่ยมากกว่า 6.8 กิโลกรัมก็สามารถพบได้สูงอีกด้วย
 

เบาหวานมี  2 ชนิดด้วยกันคือ

1. เบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน (Insulin-dependent diabetes mellitus/ IDDM)

Type I Diabetes เบาหวานชนิดนี้พบในสุนัขเป็นส่วนใหญ่ ตับอ่อนของสัตว์ป่วยจะสร้างอินซูลินไม่ได้เลย หรือได้น้อยมาก บางทฤษฎีกล่าวว่าอาจเกิดจากร่างกายมีการสร้างแอนติบอดีขึ้น ต่อต้านทำลายตับอ่อนของตัวเอง จนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ ดังที่เรียกว่า “โรค ภูมิแพ้ต่อตัวเอง” (autoimmune)” ทั้งนี้ อาจเป็นผลมาจาก ความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ร่วมกับการติดเชื้อ หรือการได้รับสารพิษจากภายนอก สัตว์ป่วยจำเป็นต้องพึ่งพาการฉีดอินซูลิน เข้าทดแทนในร่างกายทุกวัน จึงจะสามารถเผาผลาญน้ำตาลได้เป็นปกติ


2. เบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน (Non-insulin-dependent diabetes mellitus/NIDDM)

Type II Diabetes เบาหวานชนิดนี้ส่วนใหญ่จะพบในแมวมากกว่าสุนัข โดย ตับอ่อนของสัตว์ป่วย ยังสามารถสร้างอินซูลินได้ แต่ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายหรือสร้างอินซูลินได้แต่ไม่ออกฤทธิ์ จึงทำให้มีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงขึ้น  กลายเป็นเบาหวานได้ เบาหวานชนิดนี้อาจสัมพันธ์กับความอ้วน  , กรรมพันธุ์  , จากการใช้ยา เช่น สเตอรอยด์, ยาขับ ปัสสาวะ, ยาคุมกำเนิด หรือพบร่วมกับโรคอื่นๆ เช่น ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง, มะเร็งของตับอ่อน, ตับแข็งระยะสุดท้าย, โรคคุชชิง  เป็นต้น การควบคุมอาหาร หรือการใช้ยาเบาหวานชนิดกิน มักจะได้ผลในการควบคุม ระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติได้ หรือบางครั้งถ้าระดับน้ำตาลสูงมากๆ ก็อาจต้องใช้อินซูลิน ฉีดเป็นครั้งคราว ในแมวพบว่าเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ได้มากถึง 80-95% ส่วนอีก 5-20% มักเป็นชนิดแรก
 

สังเกตอย่างไรว่าสัตว์เลี้ยงอาจป่วยเป็นเบาหวาน

อาการเริ่มแรกที่สังเกตเห็นง่าย คือ ปัสสาวะบ่อยและมาก โดยเฉพาะตอนกลางคืน อาจจะมากกว่า 3 – 4 ครั้ง ขึ้นกับความรุนแรงของโรค เนื่องจากน้ำตาลที่ออกมาทางไต จะดึงเอาน้ำออกมาด้วย จึงทำให้มีปัสสาวะมากกว่าปกติ เมื่อปัสสาวะมาก ก็ทำให้ร่างกายขาดน้ำ รู้สึกกระหายน้ำ กินน้ำเยอะขึ้นบ่อยขึ้น เนื่องจากสัตว์ป่วยไม่สามารถนำน้ำตาลมาเผาผลาญเป็นพลังงานไปใช้ได้ จึงหันมาเผาผลาญกล้ามเนื้อ และไขมันแทน ทำให้ร่างกายขาดพลังงาน ผอม ไม่มีไขมัน กล้ามเนื้อฝ่อลีบ อ่อนเพลีย หิวบ่อย กินเก่ง แต่น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว   หากอาการรุนแรงอาจพบอาการทางประสาท ตาต้อกระจก หรืออาจเกิดตาบอดเฉียบพลันได้ ในรายที่มีข้อแทรกซ้อนอาจเกิดภาวะเลือดเป็นกรดจากภาวะคีโตนในเลือดสูงหรือที่เรียกว่า Diabetic KetoAcidosis(DKA)  จะมีอาการอาเจียน , ท้องเสีย , ซึม , ขาดน้ำอย่างรุนแรงถือเป็นภาวะฉุกเฉินหากไม่ได้รับการรักษาอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
 

การตรวจวินิจฉัย

การตรวจในระยะเริ่มต้นสามารถตรวจอย่างคร่าวๆโดยการปัสสาวะโดยทำการอดอาหารและน้ำก่อนตรวจ อย่างน้อย 8 ชั่วโมง หากพบว่ามีน้ำตาลในปัสสาวะก็อาจมีสาเหตุเกิดจากเบาหวานได้ สัตว์เลี้ยงควรได้รับการการเจาะเลือดเพื่อตรวจระดับน้ำตาลในเลือด  หากค่าน้ำตาลในกระแสเลือดมากกว่า 180 ในสุนัข และ มากกว่า250 ในแมว อาจสงสัยว่าเป็นเบาหวานได้ค่ะ

Related Post