โรคลิ้นหัวใจไมทรัลเสื่อม หรือ Myxomatous Mitral Valve Disease (MMVD) เป็นโรคหัวใจที่พบได้บ่อยในสุนัข โดยเฉพาะสุนัขพันธุ์เล็กและสุนัขสูงวัย เมื่อโรคดำเนินไป ลิ้นหัวใจไมทรัลอาจปิดไม่สนิท ทำให้เลือดบางส่วนไหลย้อนจากห้องหัวใจล่างซ้ายกลับไปยังห้องหัวใจบนซ้าย หรือที่เรียกว่า Mitral Regurgitation (MR) ในระยะแรก สุนัขบางตัวอาจยังไม่มีอาการ แต่เมื่อการรั่วรุนแรงขึ้น หัวใจอาจเกิดการขยายตัว และในผู้ป่วยบางรายโรคสามารถดำเนินไปสู่ ภาวะหัวใจล้มเหลว หรือ Congestive Heart Failure (CHF) ได้ ที่ผ่านมา การใช้ยาเป็นหัวใจสำคัญของการดูแล MMVD เพื่อควบคุมอาการและภาวะหัวใจล้มเหลวตามระยะของโรค อย่างไรก็ตาม ยาไม่ได้แก้ความผิดปกติของโครงสร้างลิ้นหัวใจที่เป็นต้นเหตุของการไหลย้อนโดยตรง จึงนำมาสู่การพัฒนาอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษา คือ
TEER (Transcatheter Edge-to-Edge Repair) คือเทคนิคซ่อมลิ้นหัวใจไมทรัล โดยใช้อุปกรณ์ช่วยยึดขอบของลิ้นหัวใจด้านหน้าและด้านหลังเข้าหากันบริเวณที่เกิดการรั่ว เพื่อลดปริมาณเลือดที่ไหลย้อนกลับผ่านลิ้นหัวใจ ในสุนัข เทคนิคที่มีการศึกษาในปัจจุบันใช้อุปกรณ์สำหรับสุนัข เช่น Canine Mitral V-Clamp โดยเข้าถึงหัวใจผ่านแผลเปิดทรวงอกขนาดเล็กและเข้าสู่หัวใจทางบริเวณปลายหัวใจ หรือ Transapical Approach ระหว่างหัตถการ ทีมสัตวแพทย์ใช้
เพื่อช่วยประเมินตำแหน่งของลิ้นหัวใจ นำทางอุปกรณ์ และตรวจสอบผลหลังการติดตั้งอุปกรณ์อย่างละเอียด
TEER ในสุนัข ไม่ใช่การผ่าตัดหัวใจแบบเปิดที่ต้องใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียม (Cardiopulmonary Bypass) แต่ก็ไม่ใช่หัตถการที่ “ไม่มีการผ่าตัดเลย” เทคนิค V-Clamp ที่มีข้อมูลการศึกษาในปัจจุบันใช้ แผลเปิดทรวงอกขนาดเล็ก (minimal-incision thoracotomy หรือ mini thoracotomy) เพื่อเข้าถึงบริเวณปลายหัวใจ ก่อนนำอุปกรณ์เข้าสู่หัวใจและลิ้นไมทรัล ดังนั้น หากจะอธิบายให้เจ้าของเข้าใจง่ายที่สุด สามารถมอง TEER ว่าเป็น การซ่อมลิ้นหัวใจผ่านแผลขนาดเล็ก โดยไม่ต้องใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียม
เมื่อขอบของลิ้นหัวใจไมทรัลปิดเข้าหากันได้ดีขึ้น ปริมาณเลือดที่ไหลย้อนกลับไปยังหัวใจห้องบนซ้ายอาจลดลง เป้าหมายสำคัญของ TEER จึงประกอบด้วย
สิ่งสำคัญคือ TEER ไม่ได้หมายถึงการรักษา MMVD ให้หายขาด และสุนัขอาจยังจำเป็นต้องได้รับยา การตรวจหัวใจ และการติดตามหลังการรักษาตามการประเมินของสัตวแพทย์
นี่เป็นจุดที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัด เพราะ Stage ของ MMVD เพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นตัวตัดสินว่าสุนัขสามารถทำ TEER ได้หรือไม่ ตามการแบ่งระยะของ ACVIM:
พบความผิดปกติของลิ้นหัวใจ แต่ยังไม่มีหัวใจโตตามเกณฑ์ Stage B2 และยังไม่มีภาวะหัวใจล้มเหลว
ยังไม่มีอาการของหัวใจล้มเหลว แต่หัวใจเริ่มมีการขยายตัวตามเกณฑ์ที่กำหนด
เคยมีหรือกำลังมีอาการของภาวะหัวใจล้มเหลวจาก MMVD
ภาวะหัวใจล้มเหลวมีความรุนแรงและไม่สามารถควบคุมได้เพียงพอด้วยแนวทางการรักษามาตรฐานของ Stage C จำเป็นต้องพิจารณาการรักษาขั้นสูงหรือเฉพาะทางมากขึ้น
มีรายงานเคส TEER ในสุนัข Stage B1 รวมถึงรายงานเคสในประเทศไทย แต่ข้อมูลจากการศึกษาทางคลินิกขนาดใหญ่ในปัจจุบันเน้นสุนัขที่มี ภาวะ Mitral Regurgitation รุนแรงใน Stage B2, C และ D มากกว่า การศึกษาที่เผยแพร่ในปี 2025 ซึ่งติดตามสุนัข 111 ตัว ที่มี Severe Mitral Regurgitation และได้รับ TEER มีผู้ป่วยใน Stage B2, C และ D โดยการคัดเลือกไม่ได้ดูเพียง Stage แต่ประเมินความรุนแรงและลักษณะทางกายวิภาคของลิ้นหัวใจร่วมด้วย ดังนั้นการพูดว่า “สุนัขอยู่ Stage B2, C หรือ D = สามารถทำ TEER ได้” ยังไม่ถูกต้อง คำที่เหมาะสมกว่าคือ
สุนัขบางรายใน Stage B2, C หรือ D ที่มี Mitral Regurgitation รุนแรง อาจได้รับการพิจารณา TEER หากโครงสร้างลิ้นหัวใจและสุขภาพโดยรวมเหมาะสมกับการรักษา
สัตวแพทย์โรคหัวใจอาจพิจารณาประเมินเพิ่มเติมในสุนัขที่มีภาวะลิ้นหัวใจไมทรัลรั่วรุนแรง เช่น
อย่างไรก็ตาม การมีอาการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำ TEER หรือสามารถทำ TEER ได้ทันที
การคัดเลือกผู้ป่วยเป็นส่วนสำคัญของ TEER นอกจากการประเมิน Stage ของ MMVD แล้ว ยังต้องพิจารณา เช่น
ต้องประเมินว่าปริมาณการไหลย้อนของเลือดรุนแรงเพียงใด
การศึกษาของ V-Clamp ให้ความสำคัญกับตำแหน่งการรั่วและลักษณะของใบลิ้นหัวใจ เช่น บริเวณส่วนกลางของลิ้นไมทรัล
อุปกรณ์มีขนาดที่กำหนด ดังนั้นขนาดของ Mitral Annulus และโครงสร้างของลิ้นต้องสัมพันธ์กับอุปกรณ์ที่จะใช้
ภาวะ Pulmonary Hypertension ที่รุนแรงอาจมีผลต่อการพิจารณาผู้ป่วย
โรคอื่นที่มีผลต่อความเสี่ยงของการวางยาสลบ การผ่าตัด หรืออายุขัยของผู้ป่วยต้องถูกประเมินร่วมกันด้วย
งานวิจัยในสุนัข 50 ตัวระบุชัดว่า ประสบการณ์ของผู้ทำหัตถการและการคัดเลือกผู้ป่วย เป็นองค์ประกอบสำคัญต่อความสำเร็จของเทคนิคนี้
ข้อมูลเกี่ยวกับ TEER ในสุนัขเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ในปี 2024 มีรายงานเคสสุนัข MMVD Stage B1 ในประเทศไทยที่ได้รับ TEER ผ่าน Mini-thoracotomy ภายใต้การนำทางของ TEE โดยรายงานดังกล่าวระบุว่าเป็นเคสแรกที่รายงานในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็น Case Report ของสุนัขหนึ่งตัว จึงไม่ควรน ผลลัพธ์ของเคสดังกล่าวไปสรุปว่าสุนัข Stage B1 ทุกตัวควรได้รับ TEER
การศึกษาที่ตีพิมพ์ใน Animals ปี 2024 รายงานสุนัข 4 ตัวที่ได้รับการซ่อมลิ้นไมทรัลด้วย V-Clamp และติดตามผลถึง 6 เดือน โดยพบว่าภาวะ Mitral Regurgitation และอาการทางระบบหายใจดีขึ้นในกลุ่มที่ศึกษาข้อมูลนี้ช่วยสนับสนุนความเป็นไปได้ของเทคนิค แต่จำนวนผู้ป่วยยังมีขนาดเล็ก
การศึกษาแบบ Prospective ในสุนัข 50 ตัวที่มี Severe Degenerative Mitral Regurgitation พบว่าสามารถใส่อุปกรณ์ได้สำเร็จใน 48 จาก 50 ตัว หรือ 96% 48 จาก 50 ตัวรอดจนออกจากโรงพยาบาล ขณะเดียวกัน มีสุนัข 2 ตัวที่เกิดความเสียหายของลิ้นหัวใจและภาวะ MR รุนแรงขึ้นจนต้องได้รับการุณยฆาตก่อนออกจากโรงพยาบาล และพบ Device-related Adverse Events 3 เหตุการณ์จากอุปกรณ์ที่ใส่ทั้งหมด 59 ชิ้น ข้อมูลนี้จึงแสดงให้เห็นทั้ง ศักยภาพและความเสี่ยง ของหัตถการ และเป็นเหตุผลว่าทำไม TEER จึงต้องอาศัยการคัดเลือกผู้ป่วยและทีมที่มีประสบการณ์
ข้อมูลที่ใหม่ขึ้นจากการศึกษาที่เผยแพร่ปลายปี 2025 ติดตามสุนัข 111 ตัว ที่มี Severe Mitral Regurgitation และได้รับ TEER ระหว่างปี 2021–2025 กลุ่มนี้ประกอบด้วย
สามารถใส่อุปกรณ์อย่างน้อยหนึ่งชิ้นได้สำเร็จใน 97.3% ของผู้ป่วย และมีอัตรารอดจนออกจากโรงพยาบาล 93.7% การศึกษายังพบว่า Regurgitant Fraction โดยเฉลี่ยลดลงหลังทำ TEER และการเปลี่ยนแปลงของขนาดหัวใจบางตัวแปรยังคงเห็นได้ในการติดตามที่ 1 ปี สำหรับการติดตามการรอดชีวิต พบว่า Freedom from all-cause mortality อยู่ที่ 75% ใน 1 ปี และ 67% ใน 2 ปี อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้ ไม่ควรถูกตีความว่า TEER ทำให้สุนัขทุกตัวมีชีวิตเพิ่มขึ้นตามระยะเวลานี้ เพราะการศึกษาเป็นแบบไม่มีกลุ่มควบคุมและดำเนินการใน Referral Center แห่งเดียวผู้วิจัยเองระบุว่ายังต้องมีการศึกษาเปรียบเทียบกับการรักษาทางยาเพิ่มเติม
มีแม้ TEER จะใช้แผลขนาดเล็กและไม่ต้องใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียม แต่ยังเป็นหัตถการหัวใจที่ซับซ้อนภายใต้การวางยาสลบ
ความเสี่ยงที่มีรายงานในการศึกษา เช่น
ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายจึงไม่ใช่การบอกว่า TEER เป็นวิธีที่ “ปลอดภัยสำหรับทุกตัว”แต่คือการประเมินว่า
สำหรับสุนัขตัวนี้ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับเหมาะสมกับความเสี่ยงของหัตถการหรือไม่
ยาและ TEER มีบทบาทแตกต่างกัน
เน้นควบคุมผลกระทบจากโรคและภาวะหัวใจล้มเหลว เช่น ลดการคั่งของน้ำ ลดอาการ และช่วยสนับสนุนการทำงานของหัวใจตามระยะของโรค
มุ่งลดการไหลย้อนของเลือดผ่านลิ้นไมทรัล โดยเข้าไปแก้ปัญหาที่โครงสร้างของลิ้นหัวใจ อย่างไรก็ตาม TEER ไม่ได้แทนที่การรักษาด้วยยาในผู้ป่วยทุกตัว ข้อมูลการศึกษาล่าสุดมอง TEER เป็นการรักษาที่อาจใช้ ร่วมกับ Medical Therapy ในผู้ป่วยที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเหมาะสม
อาจยังต้องใช้ยา การทำ TEER ไม่ได้หมายความว่าสุนัขสามารถหยุดยาหัวใจทั้งหมดได้ทันที หลังทำหัตถการ สัตวแพทย์จะประเมินจาก
จากนั้นจึงพิจารณาปรับยาเป็นรายตัว ในการศึกษาขนาดใหญ่ มีการใช้ยาและปรับยาหลัง TEER ตามสภาพของผู้ป่วย ไม่ได้หยุดยาทุกชนิดหลังทำหัตถการทันที
คำตอบที่เหมาะสมที่สุดในปัจจุบันคือ ข้อมูลการศึกษาสะท้อนว่า TEER มีศักยภาพในการลด Mitral Regurgitation และอาจให้ประโยชน์ต่อผู้ป่วยที่มี Severe MR เมื่อใช้ร่วมกับการรักษาทางยา แต่ยังไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะยืดอายุของสุนัขทุกตัว การศึกษาล่าสุดมีข้อมูลการติดตามการรอดชีวิตถึง 2 ปี แต่เนื่องจากยังไม่มีกลุ่มควบคุมที่เปรียบเทียบกับการรักษาด้วยยาโดยตรง จึงยังต้องมีข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อระบุประโยชน์ด้านการรอดชีวิตอย่างแม่นยำสิ่งที่ควรนำมาพิจารณาควบคู่กันจึงไม่ใช่เพียง Lifespan แต่รวมถึง อาการ ความสามารถในการใช้ชีวิต และ Quality of Life ของสุนัขแต่ละตัว
ไม่จำเป็นต้องรอจนโรครุนแรงจึงเริ่มพบสัตวแพทย์โรคหัวใจ หากตรวจพบเสียงหัวใจผิดปกติ หรือได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น MMVD การประเมินระยะของโรคตั้งแต่ต้นจะช่วยให้สามารถวางแผนติดตามและรักษาได้เหมาะสมขึ้น โดยสัตวแพทย์อาจพิจารณาการตรวจ เช่น
หากโรคมีความรุนแรงมากขึ้น จึงค่อยประเมินว่าผู้ป่วยมีทางเลือกใดบ้าง รวมถึง TEER ในรายที่เหมาะสม
TEER เป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าที่ทำให้สัตวแพทย์มีทางเลือกในการดูแลสุนัขที่มีภาวะลิ้นหัวใจไมทรัลรั่วรุนแรงมากขึ้น แต่เทคโนโลยีไม่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจ จุดเริ่มต้นควรเป็น
“ผู้ป่วยตัวนี้กำลังมีปัญหาอะไร?”
“โรคอยู่ในระยะใด?”
“อะไรคือเป้าหมายของการรักษา?”
และ
“วิธีใดจะช่วยให้เขามีผลลัพธ์และคุณภาพชีวิตที่เหมาะสมที่สุด?”
สำหรับสุนัขบางตัว คำตอบอาจเป็นการดูแลและติดตาม สำหรับบางตัว อาจเป็นการรักษาด้วยยา และสำหรับผู้ป่วยบางรายที่ผ่านการประเมินอย่างเหมาะสม TEER อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการซ่อมลิ้นหัวใจและลดความรุนแรงของ Mitral Regurgitation
หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการดูแลสัตว์เลี้ยง สนใจบริการ อาบน้ำตัดขน ว่ายน้ำ สั่งซื้อสินค้าสัตว์เลี้ยงออนไลน์ สามารถสอบถามได้ที่
#ThonglorPetHospital #TheBestAlways
TEER หรือ Transcatheter Edge-to-Edge Repair เป็นเทคนิคซ่อมลิ้นหัวใจไมทรัล โดยใช้อุปกรณ์ช่วยยึดขอบลิ้นหัวใจเพื่อลดการไหลย้อนของเลือดผ่านลิ้นหัวใจ ในสุนัข เทคนิค V-Clamp ที่มีการศึกษาในปัจจุบันใช้การเข้าถึงหัวใจผ่านแผลทรวงอกขนาดเล็กและนำทางด้วย TEE และ Fluoroscopy
ไม่ใช่ TEER มีเป้าหมายเพื่อลด Mitral Regurgitation แต่ไม่ได้ทำให้โรค MMVD หายไปทั้งหมด ผู้ป่วยยังจำเป็นต้องได้รับการติดตามสุขภาพหัวใจและอาจต้องใช้ยาต่อเนื่องตามการประเมินของสัตวแพทย์
ข้อมูลการศึกษาทางคลินิกปัจจุบันมีการทำ TEER ในสุนัข Stage B2, C และ D ที่มี Severe Mitral Regurgitation รวมถึงมีรายงานเคส Stage B1 อย่างไรก็ตาม Stage เพียงอย่างเดียวไม่สามารถตัดสินความเหมาะสม ต้องประเมินโครงสร้างลิ้นหัวใจ ความรุนแรงของการรั่ว และสุขภาพโดยรวมร่วมด้วย
สามารถประเมินได้ในผู้ป่วยบางราย งานวิจัยมีข้อมูลสุนัข Stage D ที่ได้รับ TEER แต่ไม่ได้หมายความว่า Stage D ทุกตัวจะเหมาะกับหัตถการ การตัดสินใจต้องอาศัยการประเมินเป็นรายตัวโดยทีมสัตวแพทย์โรคหัวใจ
เทคนิค TEER ด้วย V-Clamp ในสุนัขไม่ต้องใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียม แต่มีการเปิดทรวงอกขนาดเล็กเพื่อเข้าถึงปลายหัวใจ และนำอุปกรณ์เข้าสู่ลิ้นหัวใจภายใต้การนำทางด้วย TEE และ Fluoroscopy
ไม่ได้ สุนัขต้องได้รับการประเมินความรุนแรงของการรั่ว ลักษณะและขนาดของลิ้นหัวใจ ภาวะความดันหลอดเลือดปอด โรคร่วม และความเสี่ยงจากการวางยาสลบและหัตถการก่อน
ขึ้นอยู่กับผู้ป่วยแต่ละตัว สุนัขจำนวนหนึ่งยังต้องใช้ยาหัวใจหรือยาอื่นต่อ และสัตวแพทย์จะปรับยาตามอาการ ผล Echocardiography และภาวะหัวใจล้มเหลวของผู้ป่วย
มี TEER เป็นหัตถการหัวใจที่ซับซ้อนและมีความเสี่ยง เช่น ความเสียหายของลิ้นหัวใจ การรั่วที่รุนแรงขึ้น ปัญหาเกี่ยวกับอุปกรณ์ รวมถึงความเสี่ยงจากการวางยาสลบ จึงต้องอาศัยการคัดเลือกผู้ป่วยและทีมที่มีประสบการณ์
หากสุนัขได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น MMVD หรือโรคลิ้นหัวใจไมทรัลรั่ว สามารถเข้ารับการประเมินระยะของโรคและปรึกษาทางเลือกในการรักษากับทีมสัตวแพทย์ ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ
การพิจารณา TEER จะขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย และควรได้รับการประเมินอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจรักษา
โทร. 02-079-9999