มะเร็งในสุนัขสามารถเกิดได้กับเซลล์และอวัยวะหลายตำแหน่ง แต่ละชนิดมีพฤติกรรม การแพร่กระจาย และการตอบสนองต่อการรักษาแตกต่างกัน การคลำพบก้อนจึงยังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นก้อนธรรมดาหรือมะเร็ง และรูปร่างภายนอกของก้อนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้ระบุชนิดของโรคได้
คำตอบแบบสั้น: มะเร็งในสุนัข 5 กลุ่มที่พบได้บ่อยและควรรู้จัก ได้แก่ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเซลล์มาสต์ มะเร็งกระดูก มะเร็งหลอดเลือดที่ม้าม และมะเร็งเต้านม การเลือกวิธีรักษาต้องอาศัยผลตรวจเซลล์หรือชิ้นเนื้อ ร่วมกับ Grade และ Stage ของโรค ไม่ใช่เลือกจากตำแหน่งก้อนหรืออาการเพียงอย่างเดียว
บทความนี้ไม่ได้เรียงลำดับจากชนิดที่พบบ่อยที่สุด เพราะความถี่ของมะเร็งแต่ละชนิดอาจแตกต่างกันตามอายุ เพศ สายพันธุ์ และประชากรสุนัขในแต่ละพื้นที่
มะเร็งระยะแรกบางชนิดอาจยังไม่ทำให้สุนัขซึมหรือเบื่ออาหาร เจ้าของจึงควรสังเกตทั้งก้อนที่เกิดขึ้นใหม่และความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เช่น
มีก้อนใหม่ หรือก้อนเดิมโตขึ้น เปลี่ยนรูปร่าง สี หรือความแข็ง
ต่อมน้ำเหลืองบริเวณใต้คาง หัวไหล่ รักแร้ หรือหลังเข่าโตขึ้น
แผลเรื้อรัง แผลแตก มีเลือดออก หรือมีกลิ่นผิดปกติ
น้ำหนักลด กล้ามเนื้อลด เบื่ออาหาร หรือซึมต่อเนื่อง
เดินกะเผลก ปวดขา หรือมีกระดูกบวมโดยไม่มีอุบัติเหตุชัดเจน
ท้องโตขึ้น เหงือกซีด อ่อนแรง หรือหมดสติกะทันหัน
ไอ หายใจเร็ว เหนื่อยง่าย หรือออกกำลังกายได้น้อยลง
ปัสสาวะหรืออุจจาระผิดปกติ มีเลือดออก หรือขับถ่ายลำบาก
อาการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าสุนัขเป็นมะเร็งเสมอไป แต่ควรได้รับการตรวจหาสาเหตุ โดยเฉพาะเมื่ออาการเป็นต่อเนื่องหรือเปลี่ยนแปลงเร็ว
ไม่ได้ เพราะก้อนไขมัน ซีสต์ การอักเสบ ฝี และเนื้องอกหลายชนิดอาจมีหน้าตาคล้ายกัน ขั้นตอนสำคัญคือการเก็บตัวอย่างไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์
Fine-Needle Aspiration เป็นการใช้เข็มขนาดเล็กเก็บเซลล์จากก้อนหรือต่อมน้ำเหลืองไปตรวจ มักทำได้รวดเร็วและหลายกรณีไม่ต้องวางยาสลบ เหมาะสำหรับก้อนหลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งต่อมน้ำเหลืองและมะเร็งเซลล์มาสต์
การตรวจทางพยาธิวิทยาช่วยยืนยันชนิดของเนื้องอก และอาจให้ข้อมูลเพิ่มเติม เช่น Grade อัตราการแบ่งตัวของเซลล์ การรุกล้ำ รวมถึง surgical margin หลังผ่าตัด ข้อมูลเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อการวางแผนรักษาและติดตามโรค
Grade บอกลักษณะของเซลล์มะเร็งภายใต้กล้องจุลทรรศน์และแนวโน้มความรุนแรงของก้อน
Stage บอกขนาดและขอบเขตของโรค รวมถึงการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะอื่น
สุนัขที่เป็นมะเร็งชนิดเดียวกันอาจได้รับวิธีรักษาและมีพยากรณ์โรคต่างกัน หาก Grade หรือ Stage ไม่เหมือนกัน
Lymphoma เกิดจากเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์และสามารถเกิดได้หลายตำแหน่ง รูปแบบที่เจ้าของพบได้บ่อยคือชนิดหลายต่อมน้ำเหลืองหรือ multicentric lymphoma ซึ่งทำให้ต่อมน้ำเหลืองหลายจุดโตพร้อมกัน แต่โรคยังสามารถเกิดในระบบทางเดินอาหาร ผิวหนัง ช่องอก ระบบประสาท หรืออวัยวะอื่นได้
ต่อมน้ำเหลืองใต้คาง บริเวณหัวไหล่ รักแร้ ขาหนีบ หรือหลังเข่าโต
เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซึม หรือมีไข้
กินน้ำและปัสสาวะมากขึ้นในสุนัขบางราย
อาเจียน ท้องเสีย หรือท้องโต หากโรคเกี่ยวข้องกับช่องท้อง
ไอหรือหายใจลำบาก หากมีก้อนในช่องอก
มักเริ่มจากการตรวจเซลล์จากต่อมน้ำเหลืองด้วย FNA และอาจตรวจ immunophenotyping เพื่อแยกชนิด B-cell หรือ T-cell ซึ่งมีผลต่อการประเมินโรค การตรวจเลือด เอกซเรย์ทรวงอก อัลตราซาวด์ช่องท้อง หรือการตรวจไขกระดูกจะเลือกใช้ตามตำแหน่งและอาการของสุนัข
Lymphoma ชนิดที่กระจายหลายตำแหน่งถือเป็นโรคของระบบ การรักษาหลักจึงมักเป็นยาเคมีบำบัดแบบหลายชนิด เช่น CHOP ส่วน lymphoma ชนิดเฉพาะตำแหน่งหรือชนิดที่ดำเนินโรคช้าอาจใช้แนวทางแตกต่างออกไป
ข้อมูลจากแนวทาง AAHA ปี 2026 ระบุว่า สุนัขที่รักษาด้วย CHOP มีค่ามัธยฐานการรอดชีวิตโดยรวมประมาณ 1 ปี แต่ผลจริงของสุนัขแต่ละตัวขึ้นอยู่กับชนิดเซลล์ ระยะโรค อาการขณะวินิจฉัย การตอบสนองต่อยา และโรคร่วม ค่ามัธยฐานจึงไม่ใช่การกำหนดว่าสุนัขทุกตัวจะมีชีวิตอยู่เท่ากัน
Mast Cell Tumor หรือ MCT เป็นเนื้องอกผิวหนังที่พบได้บ่อยในสุนัข ลักษณะก้อนมีได้หลายแบบ ตั้งแต่ก้อนนิ่มคล้ายไขมัน ก้อนแดงคัน ไปจนถึงก้อนแข็งหรือแผลแตก จึงไม่สามารถแยกจากก้อนธรรมดาด้วยการมองหรือคลำ
เซลล์มาสต์สามารถปล่อยสาร histamine ทำให้ก้อนบวม แดง หรือเปลี่ยนขนาดหลังถูกจับ บางรายอาจมีอาเจียน เบื่ออาหาร หรือแผลในทางเดินอาหารร่วมด้วย จึงไม่ควรบีบ นวด หรือรอดูการเปลี่ยนแปลงของก้อนเป็นเวลานาน
FNA มักช่วยระบุว่าเป็น Mast Cell Tumor ได้ แต่การประเมินความรุนแรงต้องอาศัยผลชิ้นเนื้อหลัง biopsy หรือผ่าตัด เพื่อระบุ Grade ขอบเขตการตัดก้อน และปัจจัยพยากรณ์โรค อาจมีการเก็บเซลล์จากต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียงและตรวจภาพวินิจฉัยเพิ่มเติมในก้อนที่มีความเสี่ยงสูง
ผ่าตัดโดยวางแผนขอบเขตตามขนาด ตำแหน่ง และความเสี่ยงของก้อน
รังสีรักษาในบางกรณีที่ผ่าตัดออกได้ไม่หมดหรือไม่สามารถผ่าตัดให้ได้ขอบเขตที่เหมาะสม
เคมีบำบัด ยากลุ่ม Targeted Therapy หรือการรักษาระบบอื่นในก้อนที่มีความเสี่ยงสูง กลับเป็นซ้ำ หรือแพร่กระจาย
ก้อน Grade ต่ำที่ผ่าตัดออกได้เหมาะสมมักควบคุมโรคได้ดี ส่วนก้อน Grade สูง ก้อนที่กลับเป็นซ้ำ หรือโรคที่กระจายแล้วต้องวางแผนรักษาและติดตามอย่างใกล้ชิด
Osteosarcoma เป็นมะเร็งกระดูกชนิดปฐมภูมิที่พบได้บ่อยในสุนัข โดยพบมากในสุนัขพันธุ์ใหญ่และพันธุ์ยักษ์ แต่สามารถเกิดในสุนัขทุกขนาดได้ ตำแหน่งที่พบมักอยู่บริเวณกระดูกยาวของขาหน้าหรือขาหลัง และไม่จำเป็นต้องเกิดตรงข้อ
เดินกะเผลกต่อเนื่องหรืออาการดีขึ้นชั่วคราวแล้วกลับมาอีก
ปวดขา ไม่ยอมลงน้ำหนัก หรือไม่ต้องการเดิน
บวมแข็งบริเวณกระดูก
กระดูกหักจากแรงกระแทกเพียงเล็กน้อย
เอกซเรย์ช่วยให้เห็นลักษณะความผิดปกติของกระดูก แต่การยืนยันโรคอาจต้องเก็บตัวอย่างเซลล์หรือชิ้นเนื้อตามความเหมาะสม รวมถึงตรวจปอดด้วยเอกซเรย์หรือ CT เพื่อประเมินการกระจาย
การรักษาประกอบด้วยการควบคุมก้อนและความเจ็บปวดที่ตำแหน่งกระดูก เช่น การตัดขา การผ่าตัดแบบเก็บขาในเคสที่เหมาะสม หรือรังสีรักษา ร่วมกับการรักษาเชิงระบบด้วยเคมีบำบัดในหลายกรณี
แนวทาง AAHA ปี 2026 รายงานค่ามัธยฐานการรอดชีวิตประมาณ 4 เดือนสำหรับการตัดขาอย่างเดียว และประมาณ 10–12 เดือนเมื่อผ่าตัดร่วมกับเคมีบำบัด ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลจากกลุ่มประชากรและไม่สามารถใช้ทำนายผลของสุนัขรายตัวได้
สุนัขจำนวนมากสามารถปรับตัวกับการมีสามขาได้ แต่ต้องประเมินน้ำหนักตัว สุขภาพขาอีกสามข้าง โรคข้อ โรคระบบประสาท และสภาพร่างกายก่อนเลือกวิธีรักษา
Hemangiosarcoma เป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์ผนังหลอดเลือดและสามารถพบได้ที่ม้าม หัวใจ ตับ ผิวหนัง หรืออวัยวะอื่น บทความนี้เน้นชนิดที่ม้าม ซึ่งอาจไม่แสดงอาการจนกว่าก้อนจะมีเลือดออกหรือแตก
อ่อนแรงหรือทรุดตัวอย่างเฉียบพลัน
เหงือกซีด หายใจเร็ว หรือหัวใจเต้นเร็ว
ท้องโตหรือเจ็บท้อง
หมดสติ แล้วอาจดูดีขึ้นชั่วคราวก่อนทรุดอีกครั้ง
อัลตราซาวด์สามารถตรวจพบก้อนที่ม้ามและเลือดในช่องท้องได้ แต่ไม่สามารถยืนยันจากภาพเพียงอย่างเดียวว่าก้อนนั้นเป็นมะเร็ง เพราะก้อนเลือดหรือก้อนชนิดไม่ร้ายแรงอาจมีลักษณะคล้ายกัน การวินิจฉัยยืนยันมักอาศัยผลตรวจชิ้นเนื้อหลังผ่าตัดม้าม
การประเมินก่อนรักษาอาจประกอบด้วยการตรวจเลือด อัลตราซาวด์ช่องท้อง เอกซเรย์ทรวงอกหรือ CT และการตรวจหัวใจในสุนัขบางราย เพื่อประเมินภาวะเสียเลือดและการกระจายของโรค
หากก้อนม้ามแตกและมีเลือดออก การรักษาเร่งด่วนอาจรวมถึงการประคับประคองระบบไหลเวียนเลือดและการผ่าตัดม้าม หลังทราบผลชิ้นเนื้อจึงประเมินการใช้เคมีบำบัดต่อ
แนวทาง AAHA ปี 2026 ระบุค่ามัธยฐานการรอดชีวิตของ splenic hemangiosarcoma หลังผ่าตัดอย่างเดียวประมาณ 1.5–3 เดือน และประมาณ 3–6 เดือนเมื่อมีการให้เคมีบำบัดเสริม โดย Stage ของโรคเป็นปัจจัยสำคัญต่อผลการรักษา
ก้อนเต้านมพบได้มากในสุนัขเพศเมียที่ยังไม่ได้ทำหมันหรือทำหมันเมื่ออายุมาก ก้อนอาจเกิดเพียงตำแหน่งเดียวหรือหลายตำแหน่งตลอดแนวเต้านม และสุนัขตัวเดียวอาจมีก้อนต่างชนิดกันได้
โดยภาพรวมมักใช้อัตราส่วนโดยประมาณว่า ก้อนเต้านมในสุนัขราวครึ่งหนึ่งเป็นชนิดไม่ร้ายแรงและอีกราวครึ่งหนึ่งเป็นมะเร็ง แต่ผลตรวจชิ้นเนื้อเท่านั้นที่ใช้ยืนยันชนิดของก้อนได้ ความเสี่ยงและพยากรณ์โรคขึ้นอยู่กับขนาดก้อน ชนิดเซลล์ Grade การลุกลามเข้าหลอดเลือดหรือน้ำเหลือง และการกระจายของโรค
ก้อนหนึ่งก้อนหรือหลายก้อนบริเวณแนวเต้านม
ก้อนโตเร็ว แข็ง ติดกับเนื้อเยื่อ หรือผิวหนังเหนือก้อนเปลี่ยนสี
ก้อนแตกเป็นแผล มีเลือด มีของเหลว หรือมีกลิ่น
ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้หรือขาหนีบโต
FNA อาจช่วยแยกก้อนชนิดอื่นที่ไม่ได้มาจากเต้านม แต่การระบุว่าเป็นก้อนชนิดใดและร้ายแรงเพียงใดต้องอาศัยผลพยาธิวิทยา การตรวจระยะโรคอาจรวมถึงเอกซเรย์ทรวงอกและการเก็บเซลล์จากต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง
การผ่าตัดเป็นแนวทางหลักสำหรับก้อนที่ผ่าตัดได้ ขอบเขตการผ่าตัดจะพิจารณาจากจำนวน ขนาด และตำแหน่งก้อน ส่วนการทำหมันร่วมกับการผ่าตัดอาจมีประโยชน์ในสุนัขบางกลุ่ม แต่ไม่ควรสรุปว่าจะลดการกลับเป็นซ้ำได้ในสุนัขทุกตัว
การทำหมันก่อนเข้าสู่วงรอบการเป็นสัดครั้งแรกช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเต้านมได้มาก ส่วนช่วงเวลาที่เหมาะสมควรพิจารณาร่วมกับสุขภาพ สายพันธุ์ และแผนการเลี้ยงของสุนัขแต่ละตัว
| ชนิดมะเร็ง | สัญญาณที่พบได้ | การตรวจสำคัญ | แนวทางรักษาที่อาจใช้ |
|---|---|---|---|
| Lymphoma | ต่อมน้ำเหลืองโต น้ำหนักลด ซึม | FNA, Immunophenotyping, ตรวจระยะโรค | เคมีบำบัดเป็นหลักในชนิดแพร่หลาย |
| Mast Cell Tumor | ก้อนผิวหนังที่เปลี่ยนขนาด แดงหรือคัน | FNA, ชิ้นเนื้อและ Grade, ตรวจต่อมน้ำเหลือง | ผ่าตัด รังสีรักษา หรือยาระบบตามความเสี่ยง |
| Osteosarcoma | ปวดขา เดินกะเผลก กระดูกบวม | เอกซเรย์, เก็บตัวอย่าง, ตรวจปอด | ควบคุมก้อนและความปวด ร่วมกับเคมีบำบัดในหลายกรณี |
| Splenic Hemangiosarcoma | อ่อนแรง เหงือกซีด ท้องโต หมดสติ | อัลตราซาวด์, ตรวจระยะโรค, ชิ้นเนื้อหลังผ่าตัด | ผ่าตัดม้ามและพิจารณาเคมีบำบัด |
| Mammary Gland Tumor | ก้อนตามแนวเต้านม แผลแตก ต่อมน้ำเหลืองโต | ตรวจชิ้นเนื้อ, เอกซเรย์ทรวงอก, ตรวจต่อมน้ำเหลือง | ผ่าตัดเป็นหลักและพิจารณาการรักษาเสริมตามผลชิ้นเนื้อ |
ตารางนี้เป็นเพียงภาพรวม ไม่สามารถใช้เลือกวิธีรักษาแทนผลชิ้นเนื้อ Grade, Stage และการประเมินสุขภาพของสุนัขแต่ละตัวได้
ไม่จำเป็น มะเร็งบางชนิดใช้การผ่าตัดเป็นหลัก บางชนิดตอบสนองต่อเคมีบำบัด บางตำแหน่งอาจใช้รังสีรักษา และบางกรณีต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน แผนรักษาอาจประกอบด้วย
การผ่าตัด: ควบคุมก้อนเฉพาะตำแหน่งและส่งชิ้นเนื้อประเมินชนิด Grade และ margin
เคมีบำบัด: ใช้กับมะเร็งของระบบหรือโรคที่มีความเสี่ยงกระจาย
รังสีรักษา: ควบคุมโรคเฉพาะตำแหน่ง ลดขนาดก้อน หรือบรรเทาอาการปวด
Targeted Therapy หรือ Immunotherapy: ใช้ในมะเร็งบางชนิดและต้องพิจารณาข้อบ่งใช้เฉพาะราย
Supportive และ Palliative Care: ควบคุมความเจ็บปวด คลื่นไส้ เบื่ออาหาร และอาการที่กระทบคุณภาพชีวิต สามารถใช้ควบคู่กับการรักษาหลักได้
เป้าหมายของเคมีบำบัดทางสัตวแพทย์คือควบคุมมะเร็งโดยรักษาคุณภาพชีวิตให้ดีที่สุด สุนัขส่วนใหญ่ทนต่อโปรโตคอลมาตรฐานได้ แต่ผลข้างเคียงยังเกิดขึ้นได้และแตกต่างตามชนิดยา จึงไม่ควรอธิบายเพียงว่าเป็นการใช้ยาขนาดต่ำกว่าคนหรือไม่มีผลข้างเคียงรุนแรง
ปัจจุบันยังไม่มีการตรวจเลือด อัลตราซาวด์ หรือเอกซเรย์เพียงรายการเดียวที่สามารถคัดกรองมะเร็งทุกชนิดในสุนัขได้ การตรวจเลือดอาจพบผลกระทบจากโรค เช่น โลหิตจางหรือค่าการทำงานของอวัยวะผิดปกติ แต่ผลเลือดปกติไม่สามารถตัดมะเร็งออกได้
แนวทางที่เหมาะสมคือ
ตรวจสุขภาพเป็นประจำและแจ้งก้อนหรืออาการใหม่ทุกครั้ง
บันทึกตำแหน่งก้อน ถ่ายภาพ และวัดขนาดเพื่อดูการเปลี่ยนแปลง
ตรวจเซลล์จากก้อนใหม่หรือก้อนที่เปลี่ยนแปลง แทนการรอดูจากรูปลักษณ์
เลือกตรวจเลือด ภาพวินิจฉัย หรือตรวจเฉพาะทางตามอายุ สายพันธุ์ ประวัติครอบครัว อาการ และความเสี่ยงรายตัว
สุนัขสูงอายุหรือมีความเสี่ยงอาจได้รับการนัดประเมินบ่อยขึ้น แต่ไม่ควรกำหนดให้อัลตราซาวด์และเอกซเรย์ทุก 6 เดือนเหมือนกันทุกตัว
ตารางติดตามควรกำหนดตามชนิดมะเร็ง Grade, Stage วิธีรักษา และความเสี่ยงกลับเป็นซ้ำหรือแพร่กระจาย อาจประกอบด้วยการตรวจร่างกาย ตรวจเลือด วัดขนาดก้อน ตรวจต่อมน้ำเหลือง และภาพวินิจฉัยตามตำแหน่งที่มีความเสี่ยง
หากเกิดอาการใหม่หลังรักษา ต้องแยกให้ออกว่าเกิดจากโรคกลับมา ผลข้างเคียงจากการรักษา หรือโรคใหม่ที่ไม่เกี่ยวกับมะเร็ง การแจ้งอาการและมาตรวจตามนัดจึงสำคัญแม้สุนัขจะดูปกติ
สำหรับการดูแลเรื่องอาหาร ยา การจัดการของเสียหลังคีโม และการประเมินคุณภาพชีวิต สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ ดูแลสัตว์เลี้ยงที่เป็นมะเร็งที่บ้าน — ทำอะไรได้บ้าง?
อ่อนแรง ทรุดตัว หรือหมดสติกะทันหัน
เหงือกซีดมาก ท้องโต หายใจเร็ว หรือสงสัยว่ามีเลือดออกภายใน
หายใจลำบาก อ้าปากหายใจ หรือมีลิ้นและเหงือกคล้ำ
ปวดรุนแรง ไม่ยอมลงน้ำหนัก หรือสงสัยกระดูกหัก
ก้อนมีเลือดออกมาก แผลแตก บวมเร็ว หรือมีอาการแพ้จากการหลั่ง histamine
ชัก เดินเซ หรือมีอาการทางระบบประสาทเฉียบพลัน
สามารถติดต่อ คลินิกฉุกเฉินและอุบัติเหตุ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ ซึ่งเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
มะเร็งในสุนัขไม่ใช่โรคเดียว แต่เป็นกลุ่มโรคที่มีพฤติกรรมและแนวทางรักษาต่างกัน จุดเริ่มต้นที่สำคัญเมื่อพบก้อนหรืออาการผิดปกติคือการเก็บตัวอย่างเพื่อระบุชนิดของโรค จากนั้นจึงประเมิน Grade, Stage สุขภาพโดยรวม และเป้าหมายของครอบครัวก่อนเลือกการผ่าตัด เคมีบำบัด รังสีรักษา หรือการดูแลประคับประคอง
หากพบก้อนผิดปกติ ต่อมน้ำเหลืองโต เดินกะเผลกโดยไม่ทราบสาเหตุ น้ำหนักลด หรือมีอาการที่สงสัยมะเร็ง สามารถปรึกษา คลินิกเนื้องอกและมะเร็ง โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ เพื่อวางแผนตรวจและรักษาเฉพาะราย หรือ ทำนัดหมายล่วงหน้า โทร. 02-079-9999 และ LINE: @jaothonglor
หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการดูแลสัตว์เลี้ยง สนใจบริการ อาบน้ำตัดขน ว่ายน้ำ สั่งซื้อสินค้าสัตว์เลี้ยงออนไลน์ สามารถสอบถามได้ที่
#ThonglorPetHospital #TheBestAlways
ก้อนที่โตขึ้นภายใน 1 เดือน, น้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุ, เบื่ออาหารนานกว่า 3 วัน, เหงือกซีด, ท้องโตกะทันหัน, เดินกะเผลกโดยไม่ได้รับบาดเจ็บ
ขึ้นอยู่กับชนิดมะเร็ง สุขภาพโดยรวม และเป้าหมายของเจ้าของ — บางเคส palliative care เพื่อคุณภาพชีวิตดีที่สุดคือตัวเลือกที่เหมาะ สัตวแพทย์จะช่วยวางแผนร่วมกัน
ตรวจเลือดสมบูรณ์ (CBC), ตรวจค่าไต-ตับ, อัลตราซาวด์ดูการกระจาย — เพื่อให้แน่ใจว่าสุขภาพพร้อมรับยาคีโม
ไม่ได้ มะเร็งในสุนัขไม่ติดต่อมายังคนหรือสัตว์เลี้ยงอื่น ยกเว้น Canine Transmissible Venereal Tumor (CTVT) ที่ติดระหว่างสุนัขด้วยกันเท่านั้น
ได้ผ่านการตรวจสุขภาพประจำปี ตรวจเลือดสมบูรณ์ อัลตราซาวด์ช่องท้อง X-ray ทรวงอก แนะนำตรวจปีละ 2 ครั้งในสุนัขอายุมากกว่า 7 ปี